“ป่านจะไม่ยอมลดความอ้วนเพื่อผู้ชายขี้โรคงี่เง่าอย่างนายปราณเด็ดขาด!” มัสลินประกาศเจตนารมณ์ต่อหน้าผู้เป็นย่าและบิดาเสียงดังก้องห้อง
ลำพังผู้เป็นพ่อบังคับให้ลดความอ้วนก็โกรธจะแย่อยู่แล้ว แต่นี่กลับเป็นคำสั่งตรงมาจากปิ่นมณี
เธอโกรธจนหน้าแดงหูแดงและเม้มปากแน่นจนปากสั่นหายใจถี่จนอกกระเพื่อม
ปกติมัสลินเป็นหญิงอ้วนอารมณ์ดีใจเย็น มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้เธอหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นั่นคือการกระทำที่ดูถูกทำร้ายและเหยียดหยามคนอ้วน
การสั่งให้ลดความอ้วนเพื่อผู้ชายเป็นการดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ที่ให้อภัยไม่ได้
ภาพคลิปวิดีโอสดๆ ร้อนๆ ของ “น้องนุช” สมาชิกเว็บบล็อกช้างยิ้ม บล็อกสำหรับคนอ้วนเพื่อคนอ้วนลอยเข้ามาในความรู้สึก เธอปวดแปลบใจจนต้องยกมือกุมอกและหายใจแรงๆ ถี่ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อคืนนี้ “น้องนุช” เขียนมาบรรยายความรู้สึกปวดร้าวเพราะแฟนหนุ่มที่คบกันมานานบอกเลิกด้วยเหตุผลที่ว่าเธออ้วนเกินไป เขาไม่กล้าเดินคู่กับเธอเพราะอายเพื่อน น้องนุชพยายามลดความอ้วนทุกวิถีทางแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายน้องนุชจึงใช้วิธีฆ่าตัวตายเพื่อไปให้พ้นจากความเจ็บปวด
ในคลิปวิดีโอน้องนุชแต่งตัวด้วยชุดสีชมพูแสนหวาน เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงสีขาว ตรงหน้ามีขวดยาสีชา เธอเทยาจากขวด หลุบตาลงดูยาเม็ดเล็กสีขาวเต็มกำมืออย่างไม่แน่ใจ น้ำตาเริ่มไหลรินนองหน้าตามด้วยการสะอึกสะอื้น เธอส่งยาใส่ปากด้วยมือที่สั่นเทา ยาบางส่วนร่วงพรูลงบนพื้นเตียง
โชคดีมีคนมาช่วยไว้ทัน น้องนุชจึงมีโอกาสเอาวิดีโอคลิปมาลงในบล็อกช้างยิ้ม เพื่อบอกถึงความรู้สึกของผู้หญิงอ้วนคนหนึ่งที่ถูกสังคมทำร้าย ว่าทั้งเศร้าและเจ็บปวดถึงขั้นทำร้ายตัวเองด้วยวิธีที่เธอเองก็ยอมรับว่า “สิ้นคิด”
“ต่อให้นายนั่นเป็นผู้ชายคนเดียวในโลก ป่านก็จะไม่แต่งงานกับเขา!” หญิงสาวยืนยันเจตนารมณ์กับผู้เป็นพ่อเสียงกร้าวอีกครั้ง เมื่อผู้เป็นพ่อนั่งกอดอกมองเธอด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนผู้ใหญ่ใจเย็นที่รอดูเด็กพยศออกฤทธิ์เดชจนเหนื่อยและหยุดไปเอง
“พ่อเชื่อเรื่องกลัวคนอ้วนของเขาหรือ เขาไม่อยากแต่งงานกับป่าน อาปิ่นเลยยกเรื่องความอ้วนมาเป็นข้ออ้าง”
“ป่านก็เห็นกับตาไม่ใช่หรือว่าเขาป่วยจริง ปราณเคยถูกพี่เลี้ยงอ้วนนอนทับเกือบตายเลยฝังใจ”
“พ่อว่าอะไรนะ!” มัสลินอ้าปากกว้าง นึกไม่ถึงกับเหตุผลน่าขันที่ฝ่ายโน้นยกมาอ้าง
มาลินีหัวเราะเสียงดัง
“คงเป็นยายมะลิน้ำหนักร้อยยี่สิบ ที่คุณปรกบอกว่าเผลอนั่งทับลูกหมาตายคาที่หละสิ” มาลินีกล่าวถึงผู้เป็นตาของปราณ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสามีเธอ ทั้งสามีเธอและเพื่อนเขาต่างลาโลกไปสิบกว่าปีแล้ว แต่มาลินีไม่เคยลืมเรื่องตลกร้ายของพี่เลี้ยงเด็กที่ชื่อมะลิเลย
“รู้อย่างนี้ป่านกระโดดทับให้ช็อคตายตั้งแต่วันแรกก็สิ้นเรื่อง” หญิงสาวกระแทกเสียงประชด พร้อมกับหันไปทางผู้เป็นย่าเหมือนหาเสียงสนับสนุน
มาลินีพยักหน้าหงึกๆ
“แม่ว่าแม่ลูกคู่นี้เขาแปลกๆ นะ” หันมาออกความเห็นกับนนท์ “แม่ยังสงสัยอยู่เลยว่านายปราณน่ะผู้ชายจริงรึเปล่า”
“แม่!” นนท์ขึงตาใส่มารดา ผู้ซึ่งชอบทำตัวเข้ากับหลานสาวยิ่งกว่าปี่กับขลุ่ย
มัสลินหันขวับไปมองผู้เป็นย่า ดวงตาวาวเหมือนเพิ่งค้นพบความลับสำคัญที่ค้นหามานาน เธอชูนิ้วโป้งให้ผู้เป็นย่าอย่างชื่นชม
“จริงๆ ด้วยย่า ป่านนึกอยู่แล้วว่ามันต้องมีเหตุผลบางอย่าง ไม่อย่างงั้นคนสมัยใหม่อย่างอาปิ่นคงไม่ทำเรื่องไดโนเสาร์เต่าล้านปีจับเด็กแต่งงานกันหรอก นายปราณต้องเป็นเกย์ อาปิ่นกลัวขายหน้าเลยจับแต่งงานกลบเกลื่อน”
“บ้ากันไปใหญ่แล้ว” นนท์เริ่มโวย
“จริงๆ นะ” มาลินีย้ำกับลูกชายน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าไม่เป็นเกย์ก็คงเป็นพวกเจ้าสำอาง เห็นอะไรนิดหน่อยก็โอ้กอ้ากเหมือนผู้หญิงแพ้ท้อง ท่าทางเหมือนคนเป็นโรคขาดสารอาหาร แล้วอย่างงี้จะมาดูแลยายป่านไหวรื้อ?” ตอนท้ายนมาหลิ่วตาให้หลานสาวเหมือนหาลูกคู่
มัสลินนั่งยืดตัวกอดอกราวกับจะยืนยันความเข้มแข็งของตัวเอง
“พ่อไม่ต้องห่วงป่านหรอก ป่านดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวอดตาย อยู่เป็นโสดแบบนี้ดีกว่าแต่งงานกับพวกแอบจิตขี้โรค เหมือนตกนรกทั้งเป็นตลอดชีวิตนะพ่อ”
ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเล่นด้วย ทำเสียงฮึดฮัดและส่งสายตาดุลูกสาวที่ลอยหน้าลอยตาพูดจาเป็นตุเป็นตะ
“พูดเองเออเองกันทั้งนั้น” นนท์ถือโอกาสตวัดสายตากล่าวโทษทั้งย่าทั้งหลาน
“พ่อก็ไม่รู้ความจริงเหมือนกันแหละน่า แล้วจะเสี่ยงทำไม เรื่องแบบนี้อาปิ่นเขาไม่บอกหรอก เขาเองก็อาจจะเพิ่งรู้ เลยรีบมาบีบพ่อแบบไม่ให้เวลาตั้งตัวนี่ไง”
“ใช่ๆ ถ้าเป็นเหตุผลอื่น ยายปิ่นก็ต้องพูดเรื่องนี้มานานแล้ว” มาลินีเสริม
นนท์ยกมือเกาะศรีษะ ทำหน้าเหนื่อยใจ ที่ต้องต่อปากต่อคำและต่อกรกับการผนึกกำลังของสองหญิงต่างวัยที่แสนดื้อดึง
“ปราณเขาจะเป็นอย่างไงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พ่อบอกป่านแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับธุรกิจของพ่อ ป่านจะไม่ช่วยพ่อจริงๆ หรือ?”
“เด็กมันไม่ได้รักกันชอบกัน จะบังคับกันไปทำไม ถ้าปราณเป็นพวกแอบจิต หลานฉันก็ซวย แต่ถ้าปราณกลัวคนอ้วนจริงๆ ขืนอยู่ด้วยกันแล้วเขาช็อคตาย หลานฉันก็บาปอีกน่ะแหละ เป็นหม้ายตอนสาวด้วย แกเป็นพ่อประสาอะไรนนท์ ไม่นึกถึงความรู้สึกของลูกเลยรึไง ยายป่านน่ะลูกสาวคนเดียวของแก หลานสาวคนเดียวของฉันนะ ลองไปคุยกับแม่ปิ่นอีกทีนะ บอกว่าแม่ขอร้อง อย่ามาเรื่องธุรกิจมาผูกมัดเด็กมันเลย”
นนท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มารดามักเห็นแย้งกับเขาทุกเรื่อง เพียงเพื่อเอาใจหลานสาวคนโปรด
ถ้าพูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็คงต้องเอาหยิบเรื่องอารมณ์มาใช้
นนท์ทำทีเป็นก้มหน้าต่ำมองมือตัวเองแล้วถอนหายใจเฮือกๆ พลางทำหน้าหนักใจ
“ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมก็ไม่อยากขัดใจลูกหรอกครับแม่ แต่นี่ผมลองพูดหลายครั้งแล้ว ปิ่นเขาไม่ยอม”
มัสลินทำเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ
“ทั้งๆ ที่อาปิ่นเห็นกับตาว่านายปราณกลัวป่านจนวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทันน่ะหรือคะ?”
นนท์พยักหน้ารับ
มัสลินเบ้ปาก
มัสลินเคยชื่นชมปิ่นมณีมากในฐานะที่เป็นนักธุรกิจหญิงเก่งที่สามารถดูแลลูกชายคนเดียวได้เป็นอย่างดีขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจก้าวหน้าได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนี้ยังสดใสอารมณ์ดีเหมือนชีวิตไม่เคยเจอเรื่องทุกข์ร้อน เธอเคยออกปากเชียร์ให้พ่อจีบมาเป็นคู่ครองเพื่อหาความสุขในบั้นปลายชีวิตเสียด้วยซ้ำ
ภาพใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษร่างสูงผอมบางเหมือนคนเป็นโรคขาดสารอาหารลอยเข้ามาในความรู้สึก
“ฮึ…ถ้าไม่เป็นพวกแอบจิต นายปราณนั่นคงเป็นพวกโรคจิตหรือไม่ก็พิการทางสมอง ขายใครไม่ออก อาปิ่นเลยต้องมาบังคับขายลูกชายพ่วงบริษัทเหมือนพวกขายเหล้าพ่วงกับเบียร์ราคาถูกแบบนี้ พ่ออย่ายอมนะ ไม่ต้องซื้อทั้งเพชรทั้งลูกชายเขานั่นแหละ มองหาโรงงานใหม่ แล้วก็เลิกคบนักธุรกิจเจ้าเล่ห์อย่างอาปิ่นด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาปิ่นจะเป็นคนอย่างนี้ไปได้”
“อย่ามองอาปิ่นแง่ร้ายอย่างนั้นสิลูก ปราณเป็นคนดีนะ อาปิ่นเขาก็เห็นว่าป่านเป็นเด็กดี ทั้งคู่ก็ยังไม่มีใคร เลยอยากให้แต่งงานกัน จะได้ร่วมธุรกิจเข้าด้วยกัน”
มัสบินทำหน้าเบ้ซ้ำ
“ป่านมองไม่ออกเลยว่าคนที่แสดงท่ารังเกียจคนอื่นจนอ้วกแตกอ้วกแตน ทั้งๆ ที่ไม่เคยพูดกันสักคำน่ะเป็นคนดีตรงไหน”
“มันเป็นเรื่องจิตวิทยาน่ะลูก เขายังฝังใจเรื่องพี่เลี้ยงเขา” นนท์พยายามอธิบายอย่างใจเย็นแม้จะเริ่มปวดหัวจี๊ด
“งั้นก็ให้เขาไปบำบัดทางจิตให้หายเสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องนี้” มัสลินได้จังหวะต่อรอง แล้วเหลือบตาไปยักคิ้วให้ผู้เป็นย่า แต่แล้วก็ต้องประปลาดใจเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อยิ้มเต็มใบหน้าขึ้นมาทันที
นนท์เอื้อมมือไปโอบไหล่ลูกสาว
“ป่านคิดว่าพ่อจะผลักไสให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อไปอยู่กับคนโรคจิตรึ ไม่มีทางเสียหละ พ่อก็คิดแบบป่านนี่แหละ พ่อบอกอาปิ่นให้เขาพาปราณไปหาจิตแพทย์ รักษาอาการกลัวคนอ้วนให้หายก่อน ไม่อย่างงั้นอย่ามาพูดกัน”
“จริงหรือคะพ่อ?” มัสลินหรี่ตามองผู้เป็นพ่ออย่างไม่ไว้ใจ นนท์พยักหน้ารับสีหน้าจริงจัง
“โรคแบบนี้มันไม่ได้หายกันง่ายๆ นะลูก บางคนรักษาทั้งชีวิตก็ไม่หาย เรื่องที่อาปิ่นต่อรองให้ป่านลดความอ้วนให้ได้ยี่สิบกิโลน่ะง่ายกว่าทำให้ปราณหายกลัวคนอ้วนเยอะเลย ถ้าป่านยอมลดความอ้วน แต่ปราณรักษาโรคจิตไม่หาย เราก็มีข้ออ้างว่าฝ่ายเขาทำตามเงื่อนไขไม่ได้เอง ป่านก็ไม่ต้องแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่มีสิทธิมาอ้างไม่ร่วมทุนกับบริษัทเรา”
“พ่อไม่รู้หรือว่าลดความอ้วนได้ยี่สิบกิโลภายในหนึ่งปีมันยากแค่ไหน บางทีลดได้แล้วกลับมาอ้วนกว่าเดิมภายในเดือนเดียวด้วยซ้ำ ต่อให้ป่านลดความอ้วนได้ แต่งงานกับนายนั่นไปสักพัก แล้วกลับมาอ้วนอีก นายนั่น ไม่ตายหรือพ่อ หรือต้องถึงขั้นให้ป่านไปผ่าตัดกระเพาะกินข้าวแค่มื้อละถ้วยไปตลอดชีวิต?” บุตรสาวตีโพยตีพายและประชดประชันเสียงดังลั่นบ้านอีกครั้ง
ผู้เป็นพ่อยังอารมณ์ดี ยิ้มร่า เอื้อมมือไปขยี้ผมลูกสาวที่ค้อนขวับอย่างแสนงอนด้วยความเอ็นดู
“พ่อไม่ยอมให้ลูกสาวสุดที่รักลำบากถึงขนาดนั้นหรอกน่า โชคดีนะที่วันนั้นป่านใส่ชุดเดินป่าตัวใหญ่มาก พ่อเลยบอกอาปิ่นว่าป่านหนักเก้าสิบกิโล เขาก็เชื่อนะ” พูดกลั้วหัวเราะ “ถ้าลดให้ได้ยี่สิบกิโลก็เท่ากับต้องลดน้ำหนักให้เหลือเจ็ดสิบกิโล แต่ความจริงป่านหนักแค่แปดสิบเองไม่ใช่หรือลูก”
มัสลินตวัดสายตามองผู้เป็นพ่ออีกครั้ง คราวนี้ด้วยความคิดไม่ถึง
“แสดงว่าป่านต้องลดน้ำแค่สิบกิโลเองน่ะสิ!” ผู้เป็นย่าคำนวณอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างพออกพอใจในความฉลาดแกมโกงของลูกชาย
“แกนี่ฉลาดจริงๆ นนท์ สมกับที่เป็นลูกแม่” ว่าพลางเอื้อมมือไปขยี้ผมเขาราวกับเขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ จนนนท์ต้องรีบถอยหนีพลางเสยผมที่เสียทรงให้เข้ารูป
มัสลินยังทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ
“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ทำไมเราต้องบ้าจี้ตามอาปิ่นด้วย เขาเจ้าเล่ห์ พ่อดูเจตนาเขาไม่ออกรึไง เขาไม่อยากทำธุรกิจกับพ่อ แต่ไม่อยากได้ชื่อว่าทำลายสัญญาสุภาพบุรุษสมัยคุณปู่ เลยกำหนดเงื่อนไขที่ทำยากหรือทำไม่ได้เลย คนอย่างนี้ทำธุรกิจด้วยกันไปก็ไม่รุ่งหรอก”
“เขาจะคิดอย่างไงก็ช่าง แต่เราทำตามเงื่อนไขให้ได้ก็พอ ป่านไม่ต้องกลัวนะ พ่อจะยอมให้ป่านแต่งงานกับปราณก็ต่อเมื่อเขาผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าเขาเลิกกลัวคนอ้วนอย่างถาวรแล้วจริงๆ” นนท์พูดน้ำเสียงจริงจังท่าทางน่าเชื่อถือ
“ยุ่งยาก เรื่องมาก เสียเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่ายเลิกคิดเรื่องนี้ ต่างคนต่างไปก็สิ้นเรื่อง ถ้าอาปิ่นเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไข คนที่ทำผิดสัญญาของผู้ใหญ่คือเขา ไม่ใช่พ่อ”
“มันไม่ใช่แค่สัญญาของปู่เรากับตานายปราณ ไม่ใช่เรื่องคำมั่นสัญญาของคนที่ตายไปแล้ว แต่มันเป็นเรื่องความอยู่รอดในปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีสินค้าส่งออก บริษัทเราก็เจ๊ง นั่นคือความจริง”
“ก็สั่งที่อื่นสิคะ”
“พ่อพลาดไปแล้ว ที่ผ่านมาเรายึดถือสัญญาสมัยคุณปู่ พ่อเลยไม่เคยติดต่อโรงงานอื่น มันเลยกลายเป็นธุรกิจผูกขาดไป อีกอย่างธุรกิจเครื่องเพชรมันซับซ้อน ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าทำผิดแบบหรือของไม่มีคุณภาพ หรือกลายเป็นของปลอม ส่งออกได้ครั้งเดียวก็จบกัน…นะป่านนะ…คิดว่าช่วยพ่อนะลูกนะ” นนท์หันกลับมาใช้ไม้อ่อนอีกครั้งด้วยการเอื้อมมือจับมือลูกสาวกระตุกเบาๆ และส่งสายตาวิงวอน
มัสลินตีหน้าบึ้ง เหลือบตามองผู้เป็นย่า ผู้ซึ่งแม้จะสนับสนุนเธอทุกเรื่อง แต่เมื่อผู้เป็นพ่อพูดเรื่องข้อจำกัดด้านธุรกิจที่ฟังดูมีน้ำหนักและจริงจังเหลือเกินก็อ้ำอึ้งไปเหมือนกัน
มัสลินรู้สึกเหนื่อยกับการหาเหตุผลสารพัดมาโต้แย้ง แต่ผู้เป็นพ่อก็มีข้ออ้างทุกข้อเหมือนกัน
สุดท้ายเธอพยักหน้ารับเหมือนตัดรำคาญ
นนท์ยิ้มกว้าง
หญิงสาวบอกตัวเองว่าเธอจะยอมเออออไปก่อน แต่เธอยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่า เป็นตายอย่างไรเธอก็จะไม่ลดความอ้วนเพื่อผู้ชาย
ปราณทอดสายตามองหญิงสาวร่างสูงผอมบางแต่งตัวนำแฟชั่นด้วยเสื้อผ้าโปร่งบางเนื้อเนียนสีช็อกกิ้งพิงค์แบบจับจีบรอบคอและมีสายรูดไปผูกไว้ด้านหลัง เผยช่วงไหล่และแขนเรียวขาวนวลเนียน ปล่อยชายเสื้อคลุมขอบกางเกงขาสั้นสีขาวที่ยาวเหนือโคนขาไม่กี่นิ้ว เผยให้เห็นช่วงขาวเรียวยาวขาวผ่อง
เมทินีมีรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของนางแบบ ทั้งที่แท้จริงแล้วเธอเป็นแพทย์หญิงเจ้าของคลินิคโรคผิวหนังและเสริมความงามชื่อดัง
เขารู้จักเมทินีตอนบริษัทของเขารับออกแบบก่อสร้างคลินิกเสริมความงามให้เธอเมื่อสองปีที่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา จากคนที่ทำงานร่วมกันค่อยๆ กลายเป็นเพื่อน แต่ยังไม่สนิทสนมกันถึงขั้นเรียกว่าคนรู้ใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยปริปากเล่าเรื่องหมอเมทินีให้มารดาฟัง
ชายหนุ่มเหลือบตามองเจ้าของใบหน้าเนียนสีชมพูผุดผ่องสมกับเป็นคุณหมอโรคผิวหนังที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลใบหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ในยามนี้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว หากมารดาเขารู้ก่อนว่าเขากำลังคบกับเมทินี คงไม่มีแผน “เรือล่มในหนอง” จนทำให้เขาต้องมานั่งผะอืดผะอมไม่กล้ามองหน้าและไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงว่าที่เจ้าสาวเช่นนี้
เมื่อวานนี้เขาลองออกปากบอกมารดาว่ากำลังคบผู้หญิงอื่นอยู่ มารดาเขายิ้มอย่างรู้ทันและพูดดักคอว่า “แม่ไม่เชื่อหรอก คุณนนท์ก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน เขาคงคิดว่าปราณสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะไม่อยากแต่งงานกับลูกสาวเขา”
ขณะที่ปราณนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ เมทินีกลับหัวเราะขบขัน
เธอเห็นเรื่องการจับคู่ของเขาเป็นเรื่องตลก ตลกชั้นแรกคือแนวคิดที่แสนเชย ตลกชั้นสองคือวิบากกรรมที่ปราณต้องเผชิญกับว่าที่เจ้าสาวน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัม
“อยากให้เมช่วยแสดงตัวกับแม่คุณมั้ยล่ะ? เมเต็มใจช่วยนะ” เธอยื่นหน้ามาพูดยิ้มๆ ดวงตาฉายประกายสนุกสนาน
“ก็อยากให้ช่วยหรอกครับ แต่กลัวจะทำให้คุณเมเดือดร้อน” ปราณพูดอย่างเกรงใจ
เขาเรียกเธอว่า “คุณเม” เพราะเธอไม่อยากให้เขาเรียกเธอว่า “คุณหมอ” โดยออกตัวว่า “บุคลิกเมเหมือนหมอซะที่ไหน คนไม่รู้จักอาจจะคิดว่าเมเป็นหมออย่างอื่น”
“ไม่เดือดร้อนหรอก เมเต็มใจช่วยคุณจริงนะ” คุณหมอสาวยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็ยิ้มกว้าง ดวงตาฉายประกายสนุกสนาน “น่าสนุกดีออก เมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างธิดาช้างกับหมอเมทินีใครจะเป็นฝ่ายชนะ” พูดพลางยกขาเรียวขาวผ่องขึ้นไขว่ห้าง ยามพูดถึงตัวเอง เธอแสดงความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างไม่ปิดบัง
ปราณเหลือบตามองขาเรียวสวยที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นสีขาวแล้วรีบชักสายตากลับ ขาสวยๆ ของเธอทำให้ใจเขาเต้นผิดจังหวะ
“อย่าเลยครับ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด คุณเมจะเสียชื่อเปล่าๆ ” ปราณทั้งเกรงใจเมทินีและกลัวใจตัวเองไปพร้อมๆ กัน แม้จะเจริญตาเจริญใจกับความสวยเปรี้ยวมีชีวิตชีวาของหมอเมทินี แต่อีกใจหนึ่งเขาก็นึกเกรงในความฉลาดปราดเปรื่องของเธอ
ท่าทางเปรี้ยว เจ้าเสน่ห์แบบนี้แหละที่ “เอาเรื่อง” จนวิศวกรและสถาปนิกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ตอนแรกอาสาไปประสานงานกับเธอด้วยท่าทางร่าเริงเหมือนกระดี่ได้น้ำ แต่ตอนหลังค่อยๆ ถอยฉากโดยบอกสั้นๆ แต่เข้าใจได้ว่า “กลัวใจเธอว่ะ” สุดท้ายมีเพียงสถาปนิกน้องใหม่อย่างปราณที่ยอมไปประสานงานกับคุณหมอสาวพราวเสน่ห์
ท่าทางเงียบขรึมใจเย็นของเขาทำให้คุณหมอสาวลดดีกรีความเข้มงวดลง นอกจากงานจะเสร็จสิ้นลงด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่ายแล้ว คุณหมอสาวยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเนื่องด้วยเป็นฝ่ายออกปากชวนเขาไปกินข้าวดูหนังฟังเพลงและคบหาสมาคมต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
“จะกลัวใครเข้าใจผิดล่ะคะ เมคบกับคุณคนเดียวนะ” ว่าพลางส่งยิ้มหวาน โน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือมากุมมือเขา เป็นกิริยาที่ต่อเนื่องกันอย่างไม่ติดขัดและเป็นธรรมชาติ
ปราณหลุบตามองต่ำและหยุดหายใจไปชั่วครู่เมื่อเห็นเนินอกขาวๆ ที่ลอดผ่านเสื้อผ้าโปร่งบางจนมองเห็นเสื้อชั้นในลูกไม้สีดำที่ดูปกปิดแต่ก็เย้ายวนและเชื้อเชิญอยู่ในที
เขารีบชักสายตากลับ ถอยหลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ทำทีเป็นแหงนมองโคมไฟคริสตัลหลากสีบนเพดาน แล้วลอบระบายลมหายใจ
เมทินีหัวเราะเสียงใสอย่างขบขันแกมเอ็นดูกับอาการเขินจนหน้าแดงของปราณ
เมื่อรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าสายตา ปราณเหลือบตามองรอบๆตัว สายตาของปราณสะดุดเข้ากับชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงใหญ่มีมัดกล้ามแบบนักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เขาแต่งตัวประณีตด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวผ้าพริ้วทิ้งตัวเผยเห็นมัดกล้ามช่วงอกและท่อนแขนใหญ่ ผมทาเยลหวีเข้ารูปเรียบกริบทิ้งปอยผมด้านหน้าหนึ่งหยิบมือขมวดม้วนอย่างเก๋ไก๋ ใบหน้าเนียนผ่องเหมือนทารองพื้นแล้วทับด้วยแป้งพัฟ ริมฝีปากชุ่มชื้นมันวาวสีชมพูเรื่อ
ชายผู้นั้นทอดสายตามองเขาอยู่ก่อนแล้ว และรีบหลบตาเมื่อสบตากัน
ปราณเองก็รีบละสายตาทันที รู้สึกไม่สบายใจที่ถูกผู้ชายด้วยกันลอบมองอย่างสังเกตสังกา
ผู้ชายคนนี้มีลักษณะ “ผู้ชายเมโทร” หรือผู้ชายสำอางรักสะอาดรักสุขภาพชอบแต่งตัวที่กำลังขยายกลุ่มเพิ่มมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เขารู้มาว่าผู้ชายเมโทรส่วนใหญ่เป็นชายแท้ แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นพวกรักร่วมเพศ จึงไม่อยากสบตาเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาต้องการสานต่อความสัมพันธ์
“พาเมไปเจอน้องฮิปโปของคุณก็ได้นะคะ เมจะช่วยคุยให้ บอกเขาว่าคุณไม่อยากแต่งงานด้วย คุยกันดีๆ คงไม่มีปัญหาอะไร” เมทินีเสนอตัว
ปราณปรายตามองผู้ชายเมโทรด้วยหางตา เห็นเขาเหยียดริมฝีปากราวกับกำลังไม่พอใจ
“รอดูท่าทีของฝ่ายโน้นก่อนดีกว่าครับ ผมยังไม่รู้ว่าเขาจริงจังขนาดไหน” เขาพยายามหันกลับมาสนใจหญิงสาวตรงหน้า
“ตกลงคุณจะไปพบจิตแพทย์ของแม่คุณหรือเปล่าคะ?”
ปราณพยักหน้ารับ
“หมอที่ไหนคะ เผื่อเมรู้จัก”
“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ได้ถาม”
“ให้เมไปด้วยนะคะ จะได้ไปช่วยดูว่าจะได้เรื่องหรือเปล่า เรื่องแบบนี้ถ้าได้หมอไม่ดีก็เสียเวลาเสียเงินเปล่าความจริงเมมีเพื่อนเป็นจิตแพทย์หลายคนนะคะ ช่วยแนะนำให้ก็ได้
“อย่าเลยครับ เสียเวลาคุณเมเปล่าๆ บอกตรงๆ นะว่าผมว่าไม่ได้ผลหรอก แต่ไม่อยากขัดใจแม่”
เมทินีพยักหน้าแสดงความเข้าใจ และเอื้อมมือไปแตะหลังมือเขาอย่างเห็นใจ
“เอาเถอะค่ะ ลองดูไม่เสียหาย ถ้ารักษาแล้วหายจริงๆ ก็ถือว่าดี แต่ถ้าหายแล้วเมไม่ยอมให้คุณไปแต่งงานกับยายตุ้ยนุ้ยนั่นนะ ถือว่าดูถูกกันอย่างแรง” ว่าพลางแกล้งทำตาดุอย่างไม่จริงจังนัก ตามด้วยเสียงหัวเราะขบขัน
ปราณหัวเราะตาม
“พอคุณเมบอกว่าลดความอ้วนยี่สิบกิโลในหนึ่งปีมันยากมาก ผมเลยหายห่วง”
“ใช่ค่ะ คนจะทำได้ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจจริงสูงมาก ๆ หรือมีเดิมพันสูง อย่างเช่นถ้าไม่ลดแฟนทิ้ง แต่ก็เป็นดาบสองคมค่ะ ส่วนใหญ่มักเครียด ความเครียดเป็นศัตรูสำคัญของการลดความอ้วน นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เลยนะคะ เช่น พันธุกรรม โรคประจำตัว ” เมทินีเริ่มใช้ภาษาทางการแพทย์
ชายหนุ่มสุดเนี้ยบที่นั่งโต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นเดินตัวตรงออกไป ก่อนเดินผ่านโต๊ะสองหนุ่มสาวตวัดสายตามอง
เมทินีเหลือบตามองตามเขาไป
“เขามองมาทางเราตลอดเลยนะคะปราณ”
ปราณพยักหน้ารับ
“ดูล่ำสันสะอาดสะอ้านผิดตานะ เขาแอบชอบคุณรึเปล่านี่?” แกล้งหลิ่วตากระเซ้าพลางหัวเราะเสียงใส
ปราณหัวเราะตาม เขาหันไปมองตาม แต่ผู้ชายเมโทรหายตัวไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
“ท่าทางแปลกๆ นะ เหมือนพวกนักสืบเอกชนงั้นแหละ ว่าที่พ่อตาคุณเป็นพวกผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า?”เมทินีตั้งข้อสังเกตพลางชะโงกหน้าเข้ามาถามท่าทางเริ่มจริงจังขึ้น
“คงไม่ใช่มังครับ เขาเป็นพ่อค้าเพชร”
“พวกนี้แหละตัวดี ทำธุรกิจเงินล้านแบบนี้ คงเลี้ยงตำรวจไว้บ้างหรอก”
“แต่แม่ผมไม่เคยเลี้ยงตำรวจหรือนักเลงเลยนะ”
เมทินีนิ่งเงียบท่าทางใช้ความคิด ในยามที่เธอครุ่นคิดใบหน้าไร้รอยยิ้ม คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยทำให้หางคิ้วชี้เฉียงขึ้น ทำให้ดูเป็นผู้หญิงหน้าดุขึ้นมาทันที
“หน้าตาหล่อเนียนแบบนี้อาจจะเป็นพวกนายแบบโชว์เครื่องเพชรถูกวานให้มาเป็นนักสืบก็ได้นะ ท่าทางเลยไม่ค่อยแนบเนียนเท่าไร?”
เมทินีปักใจเชื่อเต็มที่ว่าผู้ชายเมโทรคนนั้นเกี่ยวข้องกับนนท์
“ลองกล้ายื่นคำขาดกับแม่คุณเหมือนพวกนักเลงอย่างนี้ แสดงว่าลุงนนท์ของคุณคงไม่ใช่คนธรรมดาหรอก”
ปราณถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกถึงท่าทางเอาเรื่องของนนท์แล้ว ชักคล้อยตามความเห็นของเมทินี เขานึกเป็นห่วงมารดาขึ้นมาครามครัน และเริ่มเกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม
kully กล่าว,
กุมภาพันธ์ 15, 2008 @ 8:03 pm
เข้ามาดูแล้วดีใจ สุดๆค่ะ เจอตอนที่ 3 พอดีเลย
เรื่องราวน่าติดตามมากๆค่ะ อยากอ่านเร็วๆจัง
ไม่ทราบว่าเฉลี่ย นานเท่าไหร่ กับการลงแต่ละตอน
จะได้กะถูก เพราะไม่ค่อยได้เล่นเน็ต
แล้วจะแวะมาบ่อยๆนะคะ
สู้ สู้ค่ะ
chacreeya กล่าว,
กุมภาพันธ์ 16, 2008 @ 8:03 am
ขอโทษค่ะที่ลืมแจ้งเวลาอัพเดท
เรื่องยายอ้วนเจ้าเสน่ห์จะอัพเดททุกวันศุกร์ค่ะ
ส่วนเรื่องอื่นๆ จะอัพเดทเรื่อยๆ ตามแรงบันดาลใจค่ะ
gift กล่าว,
กุมภาพันธ์ 16, 2008 @ 12:10 pm
คุณหมอจะเป็นตัวป่วนขนาดไหนนะ หุ่นดีขนาดนี้ต้องปะทะคารมกับนางเอกของเราแน่นอน จะคอยติดตามตอนต่อไปนะคะ
banana กล่าว,
กุมภาพันธ์ 16, 2008 @ 5:32 pm
ป่านอย่ายอมแพ้นะ
Nitty กล่าว,
กุมภาพันธ์ 24, 2008 @ 5:51 am
โอ้โห… เขียนได้สนุกมากกกกกก ชวนติดตาม
มีมุขตลกร้าย ๆ ของคนอ้วนด้วย
อ่านก็ขำอะนะ แต่ก็เศร้ามาก ๆ
(นึกภาพคนอ้วน นอนทับเด็กกับนั่งทับหมาตัวน้อยซิ)
chacreeya กล่าว,
กุมภาพันธ์ 24, 2008 @ 7:06 am
คนเขียนไม่ได้ใจร้ายนะ
มีสถิติคนอ้วนนอนทับเด็กตายปีละเกือบร้อยแน่ะ
ขอบอก