
หลบร้อนที่ Qutb Minar
…แต่ถึงกระนั้นก็ยังเจอแขกหลอกพอหอมปากหอมคอตามปกติวิสัยที่พวกแบ็กแพ็กต้องพา่นพบ
เหตุเกิดตั้งแต่ก้าวเท้าออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้า ที่เคาน์เตอร์แลกเงิน…ถามหน่อย ถ้ามีเคาน์เตอร์ใหม่เอี่ยมทันสมัยชื่อเก๋เหมาะกับนักเดินทางอย่างกัปตันคุก กับเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำเขรอะฝุ่นของแบงก์ออฟอินเดียคุณจะเลือกอะไร? เพื่อนฉันเลือกของเก่า เรตดีไม่มีค่าธรรมเนียม ฉันเลือกของใหม่โดนชาร์ตค่าธรรมเนียม 8 เปอร์เซนต์ โดยได้รับคำตอบสั้นๆ ว่านี่เป็นธรรมเนียม…คืนไม่ได้!
สนามบินนี้ดีหน่อย มีห้องขายตั๋วรถไฟ ไม่ต้องตะรอนไปหาสำนักงานขายตั๋วในเมือง ได้ตั๋วรถด่วนจี๋ชาตาบดีรถนอนแอร์สองชั้น (2 tiers,air con) ไปเมืองฤาษีเกษในช่วงใกล้เที่ยงคืน จากนั้นการเช่าแท็กซี่เที่ยวรอบเมืองเดลี ด้วยสนนราคาแค่ 900 บาท คุณจะไปไหนก็ได้ภายในเวลา 8 ชั่วโมง และในระยะทาง 80 กม…ถูกดีแท้ หารสี่แล้วเหลือคนละแค่สองร้อยกว่ารูปีเอง
ที่ต้องเล่าเรื่องการเดินทางโดยละเอียดเพราะมีประเด็นค่ะ

สวนโบราณในสุสานฮูมายูน
ความรู้สึกแรกที่มีต่อเดลีคือร้อนมากกกก… เสาหินแกะสลักและโบราณสถานที่ Qutb Minar ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์มุสลิมแห่งแรกในอินเดียนั้นน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ความโล่งแจ้งไร้ที่กำบังทำให้ใบหน้าใสๆ ของเจ้าของร้านกาแฟเริ่มไหม้ ทั้งหมดเริ่มท้อและอยากถอยไปเดินรับแอร์ในห้างหรูๆ สักแห่ง

สุสานท่านเสนาอิชา ข่าน ในเขตสุสานฮูมายูน
พอไปถึงสุสานฮูมายูน Humayun’s Tomb เห็นจากภายนอกคิดว่าจะไม่เข้าเพราะดูคล้ายกับที่แรกและค่าเข้าแพงเหลือเกิน เตร็จเตร่ไปถามไถ่บอกว่าฉันเป็นคนไทย มีตั๋วลดราคาไหม…ได้ลดจริงๆ จ่ายเท่ากับคนอินเดียและเพิ่มค่าธรรมเนียมอีกไม่กี่บาท ด้วยเหตุผลว่าเราเป็นหนึ่งในประเทศ SARRC (SOUTH ASIAN ASSOCIATION FOR REGIONAL COOPERATION) ที่มีประเทศไทยติดอยู่ในโผด้วยแม้จะไม่ได้อยู่ในเอเชียใต้ก็ตามเหตุผลนี้ใช้ได้ที่ทัชมาฮาลด้วยค่ะ ที่นี่ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะมีสวนเขียวๆ ที่เก่าแก่กว่ายุคทัชมาฮาลเสียอีก
เราไม่ได้ไปที่ Red fort อันเลื่องชื่อ เพราะคุณลุงคนขับผู้ต้องเลี้ยงเมียหนึ่งลูกสาวสาม…เดี๋ยวตอนจบจะมีคำตอบว่าทำไมแกต้องเล่าชีวิตส่วนตัวสุดรันทดให้ฟัง บอกว่าหลังวินาศกรรมที่โรงแรม Taj ที่มุมไบเมื่อปลายปีที่แล้ว กองทัพอินเดียก็เคลื่อนพลเข้าไปอารักขาสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรื่องของราชวงศ์โมกุล (อิสลาม) เพื่อความปลอดภัย…จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้…เริ่มไม่ไว้ใจ…แต่พาไปจอดรถริมรั้วดูวิหารดอกบัวของศาสนาบาไฮแทน
ระหว่างนั้นเจ้าบริษัททัวร์ก็โทรศัพท์เข้ามือถือโชเฟ่อร์แสดงความห่วงใยแกมขู่ว่าเราต้องกลับไปคอนเฟิร์มตั๋วรถไฟที่บริษัทเขาให้เร็วที่สุด (ภายในครึ่งชั่วโมง) มิเช่นนั้นพลาดรถไฟไปฤาษีเกษคืนนี้แน่…เธอไม่รู้หรือว่าคนอินเดียวเดินทางวันละหลายล้านคน…เอ…แกรู้ได้อย่างไงว่าเราไปจะฤาษีเกษ เราไม่ยอมหลงกลแม้จะโทรมาเป็นครั้งที่สอง ก็เราเพิ่งซื้อตั๋วและคอนเฟิร์มที่นั่งมาสดๆ ร้อนๆ นี่นา สุดท้ายตาโชเฟอร์ทำทีเป็นของตั๋วไปดู แล้วแก้แทนเจ้านายว่าเป็นความเข้าใจผิด ตั๋วของเราไม่ต้องคอนเฟิร์มอีกแล้ว
ลายเริ่มปรากฎอีกครั้งเมื่อคุณลุงลูกสามพาไปกินอาหารร้านสุดหรูราคาแพงหูฉี่ ข้าวหมกไก่จานละเกือบห้าร้อย ! (ขอบอกว่าแพงกว่าปลาเทราต์รมควันที่มะนาลีอีก) ซึ่งแกก็ยอมรับตรงๆ ว่าแกได้ส่วนแบ่งจากบิลอาหารของเรา

เฮนน่าที่ิอินเดียเกท
หลังออกจากอินเดียเกท เรากระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราบริหารเวลาและระยะทางได้ดีมาก ออกจากสนามบินประมาณเที่ยงวัน ถึงสถานีรถไฟก่อนสองทุ่ม…แต่ช้าก่อน…ก่อนไปถึงสถานีรถไฟนอกเมืองที่ชื่อนิซามุดดิน ตาโชเฟอร์แกเริ่มบอกเราน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า เราต้องจ่ายเพิ่ม เพราะเขาคิดระยะทางสิ้นสุดที่จุดเริ่มต้นคือที่สนามบิน ไม่รู้แกคำนวณอย่างไงสรุปออกมาได้ตัวเลขกลมๆ เราต้องจ่ายเพิ่มอีก 700 บาท…ทั้งงงและจุก
จากนั้นแกโยนหินถามทางว่าเราจะทิปให้คุณพ่อลูกสามเมียหนึ่งเท่าไร เรายิ้มรับแทนคำตอบ พอถึงปลายทางเราทิปให้ 100 รูปี แกเดินตามมาพูดสีหน้าจริงจังว่า แกจะแฮปปี้มากถ้าได้เพิ่มอีกร้อยนึง
ไม่อยากให้แกแฮปปี้หรอกค่ะ แต่อยากลาจากอย่างแฮปปี้เสียมากกว่า ก็เลยต้องจ่ายแกไป คิดว่าทำบุญให้เด็กอินเดียอีกสามคนที่รอแกอยู่ที่บ้าน งานนี้เบ็ดเสร็จแล้วเท่ากับจ่ายแกไปพันแปด…สองเท่าของค่าบริการอย่างเป็นทางการ…ไม่รวมข้าวหมกไก่จานละห้าร้อย
ก็ถือว่าคุ้มค่าค่ะ เพราะใช้เวลาตระเวนดูเมืองเดลี่ที่ร้อนระอุและวุ่นวายได้หนึ่งวันเต็มๆ เพียงแต่จบไม่ค่อยสวยตรงที่ต้องมานอนรอรถไฟในห้องพักรับรองของสตรี…ผู้ชายก็เข้าได้ ที่กรุ่นกลิ่นฉี่โชยความเป็นอินเดียมาเป็นระยะๆ มีนักเดินทางชาวอินเดียมืออาชีพปูผ้าผืนใหญ่ขนาดเตียงคิงส์ไซส์นอนเอกเขนกราวกับอยู่นอกชานที่บ้าน แต่อย่าเพิ่งถอดใจเสียก่อนนะคะ ขอบอกว่าที่สถานีรถไฟหลักในเมืองใหญ่ ๆ จะมีห้องรับรองสำหรับผู้โดยสารวีไอพีที่ซื้อตั๋วนอนค่ะ เป็นห้องแอร์มีระเบียบวินัยที่สุด ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ห้องรับรองวีไอพีสถานีรถไฟเมืองไมซอร์ ทางอินเดียใต้ เจอพนักงานดุเหมือนคุณครูฝ่ายปกครอง คอยตรวจตั๋วทุกครั้งที่เดินเข้ามานั่ง และสั่งให้เอาเท้าลงจากเก้าอี้ด้วย
ในที่สุดก็ได้ลากสังขารและเป้ใบใหญ่ขึ้นรถไฟสู่เมืองฤาษีเกษเมื่อเวลาเที่ยงคืน