
ข้ามแม่น้ำเบียสอันเชียวกรากจากหิมาลัย แห่งปลาเทราต์ธรรมชาติอันลือเลื่อง
การใช้ทางเบี่ยงทำให้เรามีโอกาสเข้าไปในเขตกองทัพที่กว้างใหญ่ไพศาล เห็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ทะลุเขตอุทยานแห่งชาติ ผ่านภูเขาหลายลูก จากแคว้นอุตรขันธ์ (Uttarakhand) เข้าสู่หิมาจัลประเทศ (Himajalpradesh) ผ่านเมืองคุลลา และทางแยกสู่เมืองซิมลา แหล่งตากอากาศที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยอังกฤษครองเมือง ฤดูร้อนทำให้ช่วงสองทุ่มยังสว่างไสว กว่าจะถึงมะนาลีก็สามทุ่ม รวมเวลา 15 ชั่วโมงเศษ ทั้ง ๆ ที่หยุดแวะกินเช้าและกลางวันเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น

นวดเท้า หนึ่งในกิจกรรมหลากหลายกลางเมืองมะนาลี
แม้จะดึกดื่นแต่เมืองนี้ยังคึกคักสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว เรากินอาหารเย็นประมาณสี่ทุ่มที่ร้านอาหารที่อุดมไปด้วยเนื้อสัตว์บรรยากาศราวกับอยู่ในเมืองแถวตะวันออกกลาง มีทั้งไก่หมักเครื่องเทศสีส้มแดงและสีขาวและแกงมัสซาล่าแพะที่แสนอร่อย คนแน่นร้านจนต้องนั่งร่วมโต๊ะกับสองหนุ่มจากปันจาบที่ออกตัวว่าชาวปันจาบีขึ้นชื่อเรื่อง non-veg เขาพาครอบครัวและลูกหลานทาเล่นหิมะสองคันรถ พอรู้ว่าเราจะไปแคชเมียร์เขารีบบอกว่าไปเถอะ แคชเมียร์น่ะ too peacefull แต่ก่อนจากกลับเฝ้าตักเตือนอย่างห่วงใยราวกับเป็นญาติเก่าที่เพิ่งมาพบกันว่า “ระวังกระเป๋าให้ดีละกัน”
แม้ไกด์บุ๊คโลกโดดเดี่ยวจะสรุปเสียหายหายว่ามะนาลีเป็นเมืองที่เอะอะและสกปรก แต่ฉันว่าถึงจะพลุกพล่านไปหน่อยแต่ก็น่ารักดี…มีเมืองไหนในอินเดียที่คนน้อยบ้างฮึ?
เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการขี้นไปรับลมหนาวบนดาดฟ้าชื่นชมยอดเขาฉาบหิมะในระยะไกลที่มีแนวทิวสนเป็นโฟร์กราวด์ ดื่มกินไฉ (ชาร้อนใส่นม) ที่ร้านรถเข็นหน้าโรงแรมที่มีวิธีการทดสอบความร้อนของต้มน้ำจนเดือดพล่านนานหลายนาทีด้วยการหยดลงบนหลังมือ จนน่าสงสัยว่าหลังมือคงด้านไปหมดแล้ว เพราะไฉควันฉุยแต่พ่อค้าไฉทำหน้าเฉยสนิท
ช่วงสายที่หน้าสำนักงานท่องเที่ยวและท่ารถนักท่องเที่ยวเริ่มออกเดินรับแดดอุ่น มีการเล่นกลคล้าย “อับดุล” ที่บ้านเรา นั่นคือใส่คนไว้ในตาข่าย ขานชื่อ เอามีดแทง แล้วเสกให้คนหายไป คนรุมดูแน่นขนัด เรานั่งรถมินิเพื่อไปหมู่บ้านวาชิต (Vashisht) อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำตรงข้ามตัวเมือง ข้ามสะพานเหล็กสีเขียวที่เต็มไปด้วยธงแห่งความโชคดีแคล้วคลาดสีเหลือง ขาว เขียว แดง ที่ผูกเต็มราวสะพาน เป็นการบ่งบอกว่าเราเข้าสู่อ้อมกอดของเมืองพุทธแล้ว

นวดข้่าวบาเลย์ด้วยวัว

ลูกหลานพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ลูกหลานท่านดาไลลามะ
นั่งพักบนดาดฟ้าของร้านอาหารเก๋ไก๋ชนิดที่มองเห็นภาพพานอราม่าภูเขาน้ำแข็ง ทิวสน และแม่น้ำสวยใสแจ๋วกระทบโขดหินเป็นสีเงินราวกับภาพใน เราใช้ทางลัดทางดินเล็กๆ ตัดตรงลงสู่แม่น้ำเบื้องล่าง ระหว่างทางยังอุตส่าห์มีเกสต์เฮ้าส์และโยคะสถาน ที่บ้านเล็กๆ ริมถนนสู่ลาดัก มีขายถุงมือถุงเท้าขนสัตว์แฮนด์เมด ที่คุณลุงท่าทางพเนจรเตร่เข้ามาโฆษณาสินค้าแทนคุณยายที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ว่าเป็นขนกระต่ายแฮนเมดคู่ละ 200 รูปี เลยซื้อติดมาด้วย เอาเงินให้คุณลุงผู้ช่วยขาย 20 รูปี หน้าแตกเพราะแกไม่รับ ภายหลังนึกขอบคุณถุงเท้าคู่นี้สุดๆ มิเช่นนั้นต้องหนาวตายในเต้นท์กลางหิมาลัยแน่ๆ

บ้านสไตล์มะนาลี เส้นแนวนอนสีขาว-อิฐคือไม้สนเป็นท่อนสลับดินเหนียว
พักผ่อนหย่อนใจด้วยการเตร็จเตร่ดูของที่ระลึกที่ไม่ค่อยแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวที่อื่น มีทั้งอุปกรณ์กันหนาว กระเป๋า กางเกง เด็กชายเจ้าของธุรกิจขัดรองเท้าคนหนึ่งเฝ้าเพียรตามฉันมาตั้งแต่บนวัดจนเกือบถึงตัวเมืองเก่าเพื่อจะบอกอย่างไม่รู้เบื่อว่า “รองเท้าเธอเก่าแล้วนะ ขัดรองเท้ามั้ย?” ปฏิเสธตั้งแต่ราคาหนึ่งร้อย แกลดเหลือสี่สิบ จนสุดท้ายก็ใจอ่อน ยอมให้เขาขัดไปนั่งยิ้มหวานไป พร้อมกับชี้ให้ดูว่านอกจากจะเก่าแล้วรองเท้ายังขาดอีกด้วย…รู้แล้วหละน่า เพื่อนอีกคนได้ลูกค้าเป็นสาวช็อปเปอร์ เพราะนั่งอยู่หน้าร้านพิซซ่า ทั้งสองคนเลยได้พิซซ่าชิ้นใหญ่เป็นของแถมจากลูกค้าใจดี เขาโบกมือบ้ายบายบอกว่ากลับบ้านละ แต่ฉันเห็นเขาแอบไปนั่งกินพิซซ่าอย่างเอร็ดอร่อยและยิ้มอายๆ เมื่อรู้ว่าตกเป็นเป้าสายตา
เสน่ห์ที่เราค้นพบโดยบังเอิญของมะนาลีคือสวนสนอนุรักษ์ที่ทอดตรงจากเขตเมืองเก่าไปสู่ตัวเมืองใหม่ เราเดินหลบลี้ความวุ่นวายของผู้คนและรถราไปตามสนขนาดยักษ์ที่มีคนเดินน้อยมาก ระยะทางหลายกิโล…อุทยานที่นี่แปลกมาก มีทางเข้าแคบๆ ส่วนทางออกยิ่งแคบและมีลักษณะเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นทางออก คือเป็นรูตาข่ายเหล็กที่ถูกเจาะพอตัวคนลอด มีเด็กวัยรุ่นที่รวมกลุ่มสูบบุหรี่อยู่หลังร้านอาหารกวักมือเรียกให้เดินและกระโดดข้ามท่อน้ำทิ้งเขรอะ พอโผล่พ้นบริเวณวัด ค่อยโล่งอกที่พบว่ากลับมายืนที่จุดเริ่มต้นเมื่อเช้าพอดี

บรรยากาศยามบ่าย
ปิดท้ายของวันด้วยสิ่งที่พลาดไม่ได้ เรากลับไปที่ร้านอาหารร้านเดิมเมื่อคืนนี้ สั่งเมนูเหมือนเดิม แต่เพิ่มเมนูเด็ด “ปลาเทราต์รมควัน” ใครจะพลาดปลาเทราต์จากแม่น้ำจากหิมะหิมาลัยที่เยือกเย็นและเชี่ยวกรากจนทำให้ปลาเนื้อแน่นสะอาดบริสุทธิ์ด้วยราคาที่ไม่แตกต่างจากปลาเทราต์ของโครงการหลวงได้ล่ะ
อร่อยจริงๆ
fullfill.
สุนทรี กล่าว,
สิงหาคม 12, 2009 @ 7:35 am
อ่านแล้วให้นึกถึง ปลาเทราต์รมควัน ไปทานมาถึงถิ่นมนาลีเลยค่ะเมื่อปี51 และลูกสาวได้ไปอีกครั้งเมื่อ มิถุนาปี52 โรงเรียนพาไป แต่กำลังสนใจ แคชเมียร์เพราะวางแผนว่าจะไปมีนาปี53 ขอบคุณที่ให้ข้อมูลดีๆ หวนให้คิดถึงอินเดียอีกรั้ง