เกมซ่อนรัก


หลังเขียนเรื่องคู่วุ่นชุลมุนรักจบ รู้สึกเสียดายตัวละครรองที่มีมิติและเรื่องราวอย่างชนะอย่างบอกไม่ถูก จนคิดว่าจะต้องหาเวลาเขียนถึงและเปิดโอกาสให้เขาเป็นพระเอกสักเรื่อง

ดูเหมือนจะใจตรงกันกับผู้อ่านบางท่านที่เขียนมาบอกว่าอยากให้มีภาคต่อของหนุ่มชนะ

แต่ก็ทิ้งไปนานเกือบปีเชียวค่ะ ไปโน่นมานี่จนบังเอิญได้ไปเที่ยวอินเดียเหนือกับเพื่อนใหม่ที่บังเอิญชื่อเดียวกันแต่บุคลิกแตกต่างสุดขั้ว เลยนึกถึงชนะขึ้นมาอีกครั้ง

อยากเล่าบรรยากาศแสนสวย เลยใช้ฉากที่แคชเมียร์และลาดักมาเสริม

ไม่อยากให้เดากันง่ายนัก เลยคิดเกมซับซ้อนหักมุมจนมึนงงเหลือเชื่อ…แต่สนุกนะคะ

ในที่สุดก็ออกมาเป็นเกมซ่อนรักนี่แหละค่ะ

ติดตามอ่านได้โดยพลันค่ะ

Comments (4) »

ไว้อาลัย…กรุณา กุศลาสัย

การพูดคุยระหว่างทางมะนาลี-เลห์ ทำให้รู้ว่าหนึ่งในหนังสือในใจของเพื่อนช่างภาพหนุ่มคือ “ชีวิตที่เลือกไม่ได้” ประวัติชีวิตของอาจารย์กรุณา กุศลาศัย ซึ่งฉันเองก็เคยอ่านและยังจดจำความมุ่งมั่นของสามเณรน้อยกรุณาที่มุ่งมั่นเดินทางไปกับท่านโลกนาถ…บอกเขาไปว่ามีเพื่อนที่เรียนจบจากอินเดียแแวะไปดูแลท่านที่บ้านพรานนกอยู่บ่อยๆ

เขาบอกว่าอยากไปเยี่ยมอาจารย์ ไปเมื่อไรบอกด้วย

กลับมาเมืองไทย โทรศัพท์๋คุยกับเพื่อนคนนั้น เขาบอกว่าช่วงนี้อาจารย์เริ่มไม่สบายมากขึ้นด้วยโรคชรา จำผู้คนไม่ค่อยได้และย้ายไปอยู่กับลูก

ช่วงนี้หยิบหนังสือ “พบถิ่นอินเดีย” ของท่านยวาหระลาล เนห์รูที่อาจารย์กรุณาเป็นผู้แปลมาอ่านได้หลายวันแล้ว นึกชื่นชมและศรัทธาผลงานแปลของท่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็น “พบถิ่้นอินเดีย” (The Discovery of India) หรือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” (The Story of My Experiments with Truth) ของท่านคานธี เพราุะหากไม่ได้ปราชญ์ด้านภ่ารตะที่เชี่ยวชาญด้านภาษาฮินดีถึงขนาดสอบได้ที่ 1 ของประเทศอินเดียและใช้ชีวิตในอินเดียมานับสิบปีมาแปล พร้อมใส่เชิงอรรถอธิบายขยายความประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ ค่านิยม หรือศัพท์บางคำ คงไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งแน่ๆ

อ่าน “พบถิ่นอินเดีย” ไม่ทันจบก็ได้ยินข่าวว่าท่านเสียชีวิตแล้ว

วงการภารตศึกษาได้สูญเสียเสาหลักลงแล้ว

ขอตัดตอนจดหมายของเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยที่ตีพิมพ์ใน “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” มาเผยแพร่เพื่อประกาศเกียรติคุณของท่านดังนี้ค่ะ

นายกรุณา กุศลาสัย ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านความรู้เกี่ยวกับวิชาภาษาฮินดี ภาษาสันสกฤต และภารตวิทยา สมควรจะได้รับการสดุดีชื่นชมจากพวกเรา ในฐานะที่ได้แปลอัตชีวประวัติ ฉบับสมบูรณ์ ที่มีชื่อว่า “ข้าพเจ้าทดลองความจริง ของมหาตมา คานธี ออกสู่พากย์ไทย…

…ข้าพเจ้านึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใดที่มีคุณวุฒิมากกว่านายกรุณา ในอันที่จะถ่ายทอดแนวความคิดและจิตใจของท่านมหาตมา ให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง…

…เราเป็นหนี้บุญคุณต่อนายกรุณาที่ได้ใช้เวลาเกือบชั่วชีวิต ในการสร้างความเข้าใจอันดีงามระหว่างชาวไทยกับชาวอินเดีย ด้วยการเขียนหนังสือและด้วยกิจกรรมอื่นๆ…

นอกเหนือจากคุณูปการด้านภารตวิทยา สิ่งหนึ่งที่ฉันนึกชื่นชมแกมอิจฉาอยู่เสมอคือความผูกพันระหว่างท่านกับภรรยาที่ “ไม่ทิ้งกัน” ดังนั้นจึงมักมีชื่อคู่เคียงกันในงานแปล “กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย” ส่วนนอกเวทีบรรณพิภพ ท่านก็ยังอยู่ดูแลกันและกันอย่างน่าชื่นชม…จนลาจากกันเมื่อท่านอายุ 89 ปี

ด้วยเหตุนี้ตอนไปร่วมงานแสดงมุทิตาจิตครบรอบ 84 ปี ของท่านที่เรือนร้อยฉนำ แถวเจริญนครเมื่อหลายปีมาแล้ว จึงไปเข้าแถวรอรับเข็มกลัดรูปของท่านทั้งสองจากมือของท่านและยังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้

แม้ท่านจะจากไป แต่ผลงานที่ท่านฝากไว้ยังคงอยู่ตราบนานเท่านั้น

ขอให้ท่านไปสู่้สุขคติค่ะ

Comments (1) »

แมุ้สุดขอบฟ้า…20 ปี แ่ห่งความร่วมสมัย

Printหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรเป็นนกน้อยในไร่ส้มมาหลายสิบปีค่ะ ย้ายที่อยู่เป็นว่าเล่น ข้าวของกระจัดกระจาย โดยเฉพาะหนังสือนิยายรุ่นแรกของตัวเอง ที่เพิ่งมีโอกาสได้เห็นอีกครั้งเมื่อสองปีที่แล้วนี้เอง…ต้องขอขอบคุณเพื่อนสนิทที่เชียงใหม่ที่ยังเก็บไว้ให้ครบชุด ไม่ถูกปลวกกินไปเสียก่อน

มัวแต่วุ่นวายกับการทำงานข่าว จนห่างหายจากวงการนิยายไปเกือบสิบปี ถูกกระตุกความคิดอีกครั้งก็ตอนมีชื่อ-นามสกุลปรากฎในไทยรัฐ ตอนที่มีคนติดต่อ “ร่วมงานรัก” ไปทำละคร แต่ติดต่อนักเขียนม่ได้ ตอนนั้นจำเนื้อเรื่องไม่ได้ จนต้องไปหานิยายของตัวเองในร้านเช่าหนังสือมาทบทวนความจำ
Read the rest of this entry »

Comments (16) »

กินปลาเทราต์จากหิมาลัยที่มะนาลี

ข้ามแม่น้ำเบียสอันเชียวกรากจากหิมาลัย แห่งปลาเทราต์ธรรมชาติอันลือเลื่อง

ข้ามแม่น้ำเบียสอันเชียวกรากจากหิมาลัย แห่งปลาเทราต์ธรรมชาติอันลือเลื่อง

คนส่วนใหญ่มามะนาลีทางรถยนต์ รถบัสจากนิวเดลีถึงมะนาลีใช้เวลา 15 ชั่วโมง น้อยคนนักจนเดินทางจากฤาษีเกศ ไม่มีรถสาธารณะ จะหารถเช่าก็แสนยาก ต้องอาศัยเด็กหนุ่มในเอเยนซี่ทัวร์เสาะหาถามไถ่เพื่อนๆ ต่างบริษัทถึงสามแห่ง ออกเดินทางตอนหกโมงเช้า ทาทาอินดิคาแล่นตะบึงผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยที่รถราไม่มากนัก เมืองใหญ่ที่จำได้ชื่อเดดราดูน (Dehradun) เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสถาบันวิจัยป่าไม้ในเขตหิมาลัย ใน “พบถิ่นอินเดีย” ของท่านเนห์รูบอกว่าช่วงเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษท่านเคยถูกขังคุกอยู่ที่นี่ตั้งหลายปี ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี หลานชายผู้ล่วงลับของท่านเนห์รูก็เรียนจบวิชาการป่าไม้ที่นี่เหมือนกัน

การใช้ทางเบี่ยงทำให้เรามีโอกาสเข้าไปในเขตกองทัพที่กว้างใหญ่ไพศาล เห็นต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ทะลุเขตอุทยานแห่งชาติ ผ่านภูเขาหลายลูก จากแคว้นอุตรขันธ์ (Uttarakhand) เข้าสู่หิมาจัลประเทศ (Himajalpradesh) ผ่านเมืองคุลลา และทางแยกสู่เมืองซิมลา แหล่งตากอากาศที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยอังกฤษครองเมือง ฤดูร้อนทำให้ช่วงสองทุ่มยังสว่างไสว กว่าจะถึงมะนาลีก็สามทุ่ม รวมเวลา 15 ชั่วโมงเศษ ทั้ง ๆ ที่หยุดแวะกินเช้าและกลางวันเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น
Read the rest of this entry »

Comments (1) »

นมัสเตอินเดีย สวัสดีนิวเดลี

หลบร้อนที่ Qutb Minar

หลบร้อนที่ Qutb Minar

ไปอินเดียครั้งนี้มั่นใจกว่าทุกครั้งค่ะ เพราะนอกจากมีเพื่อนหญิงคู่หูคู่เที่ยวที่รู้ใจ แล้วยังมีหนึ่งหนุ่มช่างภาพมืออาชีพ และหนึ่งหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟมาเป็น “ไม้กัน” หนุ่มๆ อินเดียที่เลื่องชื่อเรื่องหูตาแพรวพราวอีกด้วย

…แต่ถึงกระนั้นก็ยังเจอแขกหลอกพอหอมปากหอมคอตามปกติวิสัยที่พวกแบ็กแพ็กต้องพา่นพบ
Read the rest of this entry »

Leave a comment »

แรงบันดาลใจที่ฤาษีเกษ

rishigesh 2 risizeเพิ่งไปฤาษีเกศ (Rishikesh) เป็นครั้งแรกค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมตะรอนทัวร์ลาดัก-แคชเมียร์ ที่แม้จะอยู่นอกเส้นทาง แต่หลอกเพื่อนร่วมทางได้สำเร็จว่าที่นี่คุณจะได้เห็นโยคีตัวเป็นๆ เดินกันเกลื่อนเมือง…แม้ว่าจะต้องนั่งรถเช่าไปมะนาลี…ประตูสู่ลาดักอีก 15 ชั่วโมงก็ถือคุ้ม
Read the rest of this entry »

Comments (5) »

ท่องหิมาลัยในอินเดียเหนือ

incredible indiaไปอินเดียทีไหรเจอเรื่องโหด มัน ฮา สมบุกสมบันไม่ซ้ำแบบกันสักที แต่ดูเหมือนทริปนี้จะสมบุกสมบันที่สุด เพราะเดินทางด้วยรถยนตร์ไปตามเส้นทางที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด สูงที่สุด หนาวที่สุด แห้งแล้งที่สุด และสมบุักสมบันที่สุดเส้นหนึ่งของโลก นั่นคือเส้นทางรถยนต์สู่เมืองลาดักและศรีนาการ์ในแคว้นจัมมูแคชเมียร์ เหนือสุดของอินเดีย

เิริ่มจากนิวเดลี-ฤาษีเกศ-มะนาลี-เลห์ (ลาดัก)-ศรีนาการ์ (แคชเมียร์)-จัมมู-ธรรมศาลา-อักครา

เป็น 2 สัปดาห์ของการเิผชิญกับภาวะ “สุดขั้ว” ตลอดทาง ที่เดลีเจอกับอากาศหน้าร้อนแบบทะัเลทรายที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 43 องศา ในเต้นท์นอนกึ่งกลางเส้นทางมะนาลี-ลาดัก อุณหภูมิลดต่ำลงถึง -5 องศา หิมะตกและน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง จากเส้นทางที่หิมะกรมทางอินเดียเพิ่งแซะน้ำแข็งออกให้รถผ่านไปได้เพียงสองสัปดาห์ ก็เข้าสู่เขตทะเลทรายที่เต็มไปด้วยภูเขาและดินที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงการาโกลัม เมืองที่เต็มไปด้วยทหารและความคุกรุ่นของการแบ่งแยกดินแดน และเมืองที่หนาวเย็นและอบอุ่นไปด้วยเสียงสวดมนต์ในวัดของท่านดาไลลามะในธรรมศาลา

ขอบอกว่าเส้นทางนี้นักผจญภัยที่ชอบความท้าทายและช่างภาพที่ชอบทิวทัศน์ที่ไม่ซ้ำแบบกันไม่ควรพลาด

นอกจากจะได้ภาพและสัมผัสกับสีสันของส่าหรี่ วัฒนธรรม และผู้คนของอินเดียที่ไม่ซ้ำแบบกันในแต่ละแคว้นและเมือง ยังได้ภาพทิวทัศน์หลากหลายในสภาพภูมิประเ้ทศที่แตกต่าง รวมทั้งได้ประสบการณ์การเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืม และผู้ที่บินไปลาดัก-แคชเมียร์ไม่มีโอกาสได้สัมผัสค่ะ

แล้วจะเก็บรายละเอียดระหว่างทางมาเล่าให้ฟังนะคะ

Comments (2) »