ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์ ตอน 1 ช็อกแรกพบ

เพล๊ง!” เสียงแก้วน้ำตกกระทบพื้นโต๊ะหินอ่อนเศษแก้วแตกกระจาย ทันทีที่ชายหนุ่มผู้มาเยือนเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของบ้านหญิงที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องอาหาร มือก็กระตุกไปปัดแก้วน้ำตรงหน้าอย่างควบคุมไม่ได้

เธอเป็นหญิงสาวร่างสูงใหญ่ผิวขาวจัดแต่งกายด้วยด้วยชุดภาคสนามเหมือนเพิ่งกลับจากสนามรบอันทุรกันดาร เพราะต้องบรรจุสัมภาระไว้ในกระเป๋าเสื้อและกางเกงจนตุงทุกกระเป๋า ดูไม่ออกว่าส่วนใดเป็นข้าวของและส่วนใดเป็นชิ้นส่วนของร่างกายเธอกันแน่ เสื้อสีทหารแขนยาวตัวใหญ่มีกระเป๋าที่ต้นแขนและกระเป๋าหน้ารวมสี่กระเป๋า ส่วนกางเกงขายาวลายพรางตัวโคร่งมีกระเป๋ารอบตัวทั้งด้านหน้าส่วนบนและส่วนล่าง ด้านข้างบริเวณต้นขาและใต้เข่า และด้านหลังรวมสิบกระเป๋า รูปร่างที่สูงใหญ่รวมเข้ากับสัมภาระรอบตัวทำให้เธอดูบึกบึนยิ่งกว่านางยักษ์ปักหลั่น

ชายหนุ่มเพ่งมองส่วนบน ผมยาวสีน้ำตาลเข้มยาวปล่อยชายยาวเคลียไหล่แต่จับตัวเป็นปึกเหมือนไม่ได้สระผมมาหลายวัน ริมผีปากอวบแห้งแตกเป็นสะเก็ด เธอเหยียดริมฝีปากแบบที่ทำให้สับสนว่าเป็นการเยาะหยันหรือส่งยิ้มทักทายกันแน่ จมูกโด่งเชิดได้รูป แต่ดูเหมือนจะถูกแข่งขันด้วยแก้มอิ่มที่แตกแห้งเช่นเดียวกับริมฝีปาก สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้าของเธอคือดวงตาเรียวยาวลูกนัยน์ตาสีดำขลับที่จ้องตรงมายังเขาซึ่งฉายแววข่มขู่และท้าทายอยู่ในทีทันทีที่สบตา

ชายหนุ่มรู้สึกถึงลมหายใจที่กระตุกผิดจังหวะ จู่ๆ มวลลมขนาดใหญ่ก็จับตัวเป็นลูกคลื่นตีจากช่วงท้องขึ้นสู่เบื้องบน มันจู่โจมรวดเร็วรุนแรงจนเขาแทบสะกัดกั้นไว้ไม่อยู่ เขาก้มหน้างุดหมายหักมุมหลอดอาหารที่กำลังจะนำอาหารในกระเพาะเดินทางย้อนศรกลับออกมาทางเดิม โชคดีที่เขาหยุดมันไว้ได้ที่บริเวณต้นคอนี้เอง เหงื่อเริ่มซึมทั่วมือเท้า มือเท้าเย็นและเริ่มชาแกมปวดเกร็ง เกิดอาการปวดมวนท้องชนิดที่อยากวิ่งพรวดเข้าห้องน้ำภายในหนึ่งวินาที เป็นความรู้สึกเดียวกับอาการอาหารเป็นพิษเฉียบพลันและใกล้จะอาเจียนเต็มที จังหวะนี้เองที่เขาปัดแก้วน้ำตกจากโต๊ะ

เธอเป็นโปรแกรมเมอร์หรือนักรบสาวที่เพิ่งกลับจากสงครามกันแน่!

ท่ามกลางอาการตื่นตะลึงของผู้ร่วมโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วยปิ่นมณีมารดาของเขา นนท์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน และมาลินีมารดาของนนท์ ปราณเองก็ตกใจกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่น้อยไปกว่ากันเกิดอะไรขึ้น

…เมื่อครู่เขายังนั่งคุยกับคุณนนท์และคุณมาลินีอย่างถูกคอนี่นา!

เขาพยายามหักห้ามความรู้สึกที่จู่โจมอย่างไม่ปรานีปราศัย เมื่อสามารถควบคุมอาการได้ เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าหญิงสาวผู้มาใหม่อีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าเธอคือสาเหตุของอาการแปลกๆ เหล่านี้จริงหรือไม่  โชคไม่ดีนักที่ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดซ้ำอีกครั้งและรุนแรงกว่าเดิม

ชายหนุ่มยกมือปิดปากแล้ววิ่งพรวดพราดไปห้องน้ำ เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง เขาพยายามโก่งคออาเจียน แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกผะอืดผะอมเหล่านั้นกลับหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจ้องตัวเองผ่านทางกระจกเงาบานใหญ่ ตกใจที่เห็นใบหน้าซีดเผือดคล้ายกระดาษขาวตัดกันอย่างชัดเจนกับกรอบกระจกไม้แกะสลักลายดอกไม้ทาสีชมพูเขียวแสนหวาน เขาลูบผมยุ่งให้เข้าทรง พยายามคลี่คลายความตรึงเครียดด้วยการนึกมุขตลกให้ตัวเองว่า กลัวจนหัวตั้ง แต่กลับขำไม่ออก เขาเปิดน้ำวักน้ำล้างตาและลูบผมลวกๆ หวังว่าความเย็นจะช่วยเรียกความสดชื่นและกระตุ้นเลือดลมได้บ้าง

เหลือบตาเห็นภาพที่แขวนประดับในห้องน้ำเป็นภาพการ์ตูนหญิงอ้วนเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟาสไตล์หลุยส์พุงกลมย้อยตามแรงดึงดูดของโลกจนล้นเบาะ เธอเอี้ยวตัวหลิ่วตาส่งความรักผ่านรูปหัวใจที่ลอยมาจากดวงตา

ภาพนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงหญิงสาวในชุดนักรบขึ้นมาอีกครั้ง

ประมาณจากสายตาน้ำหนักคงเกือบร้อยกิโลกรัม!

เธอคือว่าที่ภรรยาของเขา!เพียงแค่นึกถึงสถานภาพของเธอ ชายหนุ่มก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วตัว แล้วความผะอืดผะอมก็หวนกลับมาอีกครั้งเขามักรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องใกล้ชิดกับคนอ้วนในที่คับแคบ เช่น บนรถเมล์ หรือในงานแสดงสินค้า แต่เมื่อครู่เขาอยู่ในห้องรับแขกโปร่งโล่ง เพดานสูง สว่างไสวด้วยแสงธรรมชาติอันนุ่มนวลที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกกว้างกรองแสงด้วยผ้าม่านลายโปร่งสีเหลืองนวลตา แม้จะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศแต่อากาศเย็นสบาย

…แสดงว่าสิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดไม่ใช้บรรยากาศแต่เป็นตัวบุคคลเพียงแค่นึกว่าเขาต้องแต่งงานกับเธอ นอนเตียงเดียวกัน เดินสวนกันไปมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ก็รู้สึกเหมือนประตูทวารทั้งห้าแทบจะเปิดออกในช่วงเวลาเดียวกัน

เขาจะต้องออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด! 

 ป่านเขาน่ารักนะลูก เพิ่งเรียนจบ เป็นโปรแกรมเมอร์อิสระ เก่ง ฉลาด ยังไม่มีแฟน น้ำเสียงกระซิบกระซาบและใบหน้ายิ้มแย้มของมารดาลอยเข้ามาในความรู้สึก

มัสลิน…เขานึกถึงชื่อเธอแล้วอยากหัวเราะให้ฟันโยก ชื่อของเธอหมายถึงผ้าโปร่งเบาบางชนิดหนึ่ง ฟังแล้วทำให้จินตนาการถึงหญิงสาวบอบบางอ่อนหวานน่ารัก ไม่นึกว่าจะได้พบกับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติสมัครเข้าประกวดธิดาช้างได้เช่นนี้

ปราณหวนนึกถึงอดีตวัยเด็กที่ลางเลือน เขาจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คุณตามักพาเขาไปเที่ยวสวนสนุกและกินอาหารอร่อยๆ กับเพื่อนของคุณตาซึ่งมักพาหลานสาวอ่อนวัยกว่าเขามาด้วย แต่เขาจำภาพและความรู้สึกเกี่ยวกับเด็กหญิงคนนั้นไม่ได้เลย มารดาเตือนความทรงใจด้วยการนำภาพเก่าๆ มาให้ดู หนึ่งในภาพนั้นคือเขาก้มหน้าลงมองเด็กหญิงแก้มยุ้ยที่เงยหน้าขึ้นมองเขา ต่างคนต่างยิ้มให้กัน

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกๆ ภาพในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับของจริงที่เพิ่งประสบให้ความรู้สึกหักมุมแบบบิดไปอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยทีเดียว

เขาพบว่าคำกล่าวของมารดาที่ว่า  โปรแกรมเมอร์อิสระ เก่ง ฉลาด เป็นเพียงคำคำโฆษณาชวนเชื่อ แท้จริงแล้วเธอคือนักรบหญิงแกร่งร่างสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร น้ำหนักประมาณหนึ่งร้อยกิโลกรัม               

ชายหนุ่มนึกโกรธมารดาจนปวดหัวจี๊ดเลยทีเดียว ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่ถูกชะตากับคนอ้วนมาแต่ไหนแต่ไร ยังอุตส่าห์เชียร์ให้เขามาดูตัวลูกสาวของหุ้นส่วนธุรกิจ  ทำเช่นนี้เหมือนเห็นผลประโยชน์ทางธุรกิจสำคัญกว่าความเป็นตายของลูกชายคนเดียวอย่างเขา

                               

เสียงเคาะประตูห้องน้ำทำให้ชายหนุ่มผวาเข้าไปกดล็อกอย่างอัตโนมัติ               

ปราณ… ชายหนุ่มระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงของมารดา 

เป็นอะไรไปลูก ไม่สบายหรือเปล่า ลุงนนท์กับป่านรออยู่นะ ออกมาได้แล้ว               

ผมออกไปไม่ได้ครับแม่                

 ทำไมล่ะลูก?               

ผมจะเป็นลมน้ำเสียงอ่อนระโหยอย่างไม่เสแสร้ง               

จริงหรือปราณ!เปิดให้แม่เข้าไปซิ เร็วๆ เข้า               

ปราณยอมเปิดประตูให้มารดาเข้ามาแล้วรีบกดล็อกเพราะกลัวเจ้าของบ้านจะตามเข้ามาด้วย               

ปิ่นมณีอ้าปากเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดและผมเปียกน้ำลู่ติดศีรษะของลูกชาย               

ปราณดูเหมือนคนป่วยหนัก!               

ทำไมแม่ไม่บอกผมว่าน้องป่านของแม่หนักเกือบร้อยกิโล เขาต่อว่ามารดาอย่างจริงจัง               

ปิ่นมณีหน้าเหวอ ตกตะลึงและนึกไม่ถึงกับสาเหตุที่ทำให้ลูกชายวิ่งเตลิดออกมา               

ป่านไม่ใช่คนอ้วนนะปราณ แค่เป็นคนโครงสร้างใหญ่ น้ำหนักอาจจะมากไปนิด แม่ว่าน่าจะซัก…แปดสิบนะ ไม่ใช่ร้อยกิโลหรอก ว่าพลางเอื้อมมือไปจัดผมลูกชายให้เข้าที่เข้าทาง               

ชายหนุ่มทำท่าหวาดผวา เขาถอยหลังห่างจากมารดา เอนหลังพิงผนังห้องน้ำอย่างอ่อนแรง ดูเหมือนพร้อมจะทรุดลงนั่งกับพื้นได้ทุกวินาที               

 ตัวเหมือนฮิปโปขนาดนั้น ผมไม่เชื่อหรอกว่าแค่แปดสิบ

เขาเพิ่งกลับจากเดินป่า ชุดมันหลอกตาน่ะลูก ความจริงเขาดูดีกว่านี้นะ

ปราณส่ายหน้าถี่ๆ

แม่จะพูดอย่างไงก็ได้ แต่ถ้าผมต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ผมตายแน่ๆ                

ปิ่นมณีมองหน้าลูกชายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าวิตกกังวล ห่วงทั้งลูกชาย และเจ้าของบ้าน ก่อนออกมาตามปราณ ทั้งมาลินี นนท์ และมัสลินมีสีหน้าไม่ดีนัก               

เธอกับนนท์รู้จักกันมาหลายสิบปี ครอบครัวเขากับเธอทำธุรกิจเครื่องประดับมาด้วยกันตั้งแต่สมัยผู้เป็นพ่อของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเธอทำโรงงานผลิต ส่วนฝ่ายเขาเป็นฝ่ายรับซื้อสินค้าไปวางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เมื่อสถานการณ์ด้านธุรกิจเปลี่ยนไป ตลาดมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ฝ่ายผลิตกับฝ่ายการตลาดต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น เขากับเธอจึงคิดจะรวมบริษัท หนึ่งในเงื่อนไขของการรวมบริษัทคือดึงให้ลูกๆ ของแต่ละฝ่ายรู้จักกัน เพื่อจะนำไปสู่การแต่งงานและร่วมกันบริหารบริษัทใหม่

หากนนท์รู้ว่าลูกชายเธอต่อต้านลูกสาวเขาถึงขั้นมีอาการทางกายเช่นนี้ เขาคงโกรธจัด ซึ่งจะทำให้ข้อตกลงต่างๆ ก่อนหน้านี้เปลี่ยนแปลงไปด้วย               

เราจะอยู่ในห้องน้ำบ้านเขาอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะปราณ ออกไปคุยกับพวกเขาหน่อยเถอะนะลูก            

ปราณหลับตาสีหน้าหวาดผวา ภาพหญิงสาวร่างสูงใหญ่และดวงตาฉายแววเอาเรื่องลอยเข้ามาในความรู้สึกอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปเท้ามือกับเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ท่าทางเหมือนจะพยุงตัวไว้ไม่อยู่               

แม่จะให้ผมออกไปเป็นลมต่อหน้าพวกเขาหรือครับ                

ปิ่นมณีมองลูกชายอย่างหนักใจและเห็นใจ เธอรู้ว่าปราณไม่ได้เสแสร้ง                

ถึงอย่างไงปราณก็ต้องทำความรู้จักกันป่านนะลูก ลืมไปแล้วหรือว่าปราณต้องแต่งงานเขา               

เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับ ปราณโบกมือห้ามท่าทางอ่อนใจ

ตอนนี้แม่หาทางให้ผมออกไปจากบ้านนี้ก่อนเถอะ ไม่โดยไม่ต้องเจอน้องป่านของแม่อีกน่ะ               

 ถ้าไม่ออกไปลาพวกเขา แล้วเราจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไง?

ปิ่นมณีย้อนถามอย่างจนปัญญา

ปราณเพ่งมองกระจกที่สะท้อนภาพช่องลมไม้แกะสลักลายดอกกรุกระจกสี ปิ่นมณีมองตาม หันกลับมาสบตาลูกชายผ่านกระจกเงา แล้วเบิกตากว้าง                

อย่าบอกนะว่าปราณจะปีนช่องลมหนี!”               

ปราณพยักหน้ารับ เขาคิดจะทำอย่างนั้นจริงๆ               

 ผมอยู่ดูหน้าน้องป่านของแม่ไม่ไหวจริงๆ ครับ               

ปิ่นมณีส่ายหน้าถี่ๆ ทั้งนึกไม่ถึงและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เธอพาปราณมาดูตัวมัสลิน นนท์ลงทุนสั่งอาหารจากร้านอาหารหรูมาบริการ แต่สองหนุ่มสาวยังไม่ทันทักทายกันสักคำ และยังไม่มีใครแตะต้องอาหาร แล้วจะผละจากไปด้วยวิธีการของนักย่องเบาอย่างนั้นหรือ 

หลังจากทั้งปลอบทั้งขู่อยู่นาน ในที่สุดปราณก็ยอมก้าวออกมาจากห้องน้ำ ปิ่นมณีเดินโอบเอวและจับมือลูกชายราวกับเขาเป็นคนป่วยหนัก แต่แท้จริงแล้วเธอกลัวเขาจะวิ่งเตลิดไปเสียก่อน

ปราณเดินก้มหน้างุดโดยเพ่งความสนใจไปที่ปลายเท้าของตัวเอง เมื่อมายืนอยู่บริเวณโต๊ะอาหาร ปราณไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองหน้าเจ้าของบ้าน จนปิ่นมณีต้องแอบใช้ศอกกระทุ้งสีข้าง

เป็นอะไรไปหรือปราณ? นนท์ออกปากถามพลางจ้องหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของเขาอย่างเป็นห่วงแกมสงสัย สองแม่ลูกหายไปในห้องน้ำนานจนเขาเกือบจะตามไปดู

อาหารเป็นพิษน่ะค่ะ ผู้เป็นแม่เป็นฝ่ายออกตัวปราณค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับมาลินีพอดี แววตาสงสัยของหญิงชราทำให้เขาใจหายวาบ เขาทำใจกล้าเหลือบตามองทั่วโต๊ะ เริ่มหายใจทั่วท้องขึ้นเมื่อไม่เห็นนักรบฮิปโป

ผมไม่ไหวจริงๆ ครับ ต้องขอโทษด้วยนะคะครับ ขอตัวกลับก่อนนะครับ ลาหละครับ

มาลินีมองตามชายหนุ่มจนเหลียวหลัง แม้ตอนแรกจะนึกเอ็นดูความเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวหน้าตาสะอาดสะอ้านท่าทางมีสัมมาคารวะ แต่ตอนนี้เธอเริ่มไม่แน่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเขายกมือไหว้แบบส่ายรอบโต๊ะเพราะเธอกับนนท์นั่งคนละมุม ดูเหมือนนักมวยไหว้คนดูก่อนขึ้นชก ก่อนเดินออกไป เขาสอดส่ายสายตามองซ้ายทีขวาทีเหมือนกลัวมีคนดักซุ่มข้างทาง จากนั้นก็สาวเท้าออกไปท่าทางเร่งรีบเหมือนวิ่งหนีอะไรสักอย่าง…อาการเหมือนคนเป็นโรคจิตอ่อนๆ

ลูกชายเธอเขาวิ่งหนีอะไรหรือปิ่น? มาลินีหันมาถามปิ่นมณีที่ยืนอยู่ข้างนนท์และไม่มีทีท่าว่าจะนั่งลงปิ่นมณียิ้มเจื่อนๆ

คือว่า…เขาอาการไม่ค่อยดีค่ะ กลัวจะปล่อยอะไรออกมาเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

แปลกนะ ยังไม่ทันกินอะไรสักคำ อาหารเป็นพิษเสียแล้วหรือ นนท์ถามอย่างแปลกใจ แล้วทำไมไม่ให้พักเสียก่อน ไม่กลัวไปทำเลอะเทอะในรถหรือ?

ปิ่นมณีหลบตาวูบอย่างมีพิรุธ ก้มลงต่ำมองบนโต๊ะอาหารเห็นจานกุ้งเทมปุระอยู่ตรงหน้าพอดี

เขาแพ้อาหารง่ายน่ะค่ะ อย่างกุ้งนี่กินทีไรเห่อทั้งตัว ช่วงหลังๆ แค่ได้กลิ่นก็เกิดอาการ  พอเห็นกุ้งทีไรเขาจะเกิดอาการนำขึ้นมาก่อนทันที…ป่านไปไหนแล้วล่ะคะ?

ออกไปเดินเล่นข้างนอกแน่ะ มาลินีว่าพลางพยักเพยิดออกไปทางหน้าบ้านปิ่นมณีใจหายวาบ ถ้าปราณอาจสวนทางหรือเผชิญหน้ากับมัสลินตรงๆ แล้วเกิดอาการขึ้นมาอีกความแตกแน่ๆ นอกจากนี้ปราณอาจช็อกต่อหน้าต่อตาว่าที่ภรรยาได้

ต้องขอตัวไปดูปราณก่อนนะคะ ขอโทษด้วยนะคะที่อยู่ทานข้าวด้วยไม่ได้ ฝากขอโทษป่านด้วยนะคะ สวัสดีค่ะ ไม่ต้องเดินไปส่งหรอกค่ะ ปิ่นมณีรีบยกมือไหว้มาลินี โบกมือห้ามเมื่อเห็นนนท์ขยับตัว จากนั้นก็รีบสาวเท้าออกจากห้องท่าทางเร่งรีบไม่แพ้ลูกชายขืนอยู่ที่นี่นานเกินไปคงแสดงพิรุธออกมาจนสองแม่ลูกจับได้แน่ๆ ว่าปราณป่วยเพราะแพ้คนอ้วน ไม่ใช่แพ้อาหาร                

ท่าทางแปลก ๆ ทั้งแม่ทั้งลูก คุณมาลินีออกปากวิจารณ์แม้จะยังไม่ทับลับร่างปิ่นมณี

ท่าทางเร่งรีบลุกลี้ลุกลนอย่างไรชอบกล นี่เขาเป็นคนกระตือรือร้นไฟแรง หรือเป็นพวกโรคจิตโรคประสาทกันแน่ฮึ? หันมาถามลูกชาย               

นนท์เองก็กำลังสงสัยในท่าทางของสองแม่ลูกนั่นไม่แพ้มารดา

ทิ้งห่างไม่ถึงนาทีมัสลินก็ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องทางประตูเดียวกับที่ปิ่นมณีเพิ่งออกไป เธอเดินกระแทกเท้าจน เครื่องเครา ที่บรรจุตามกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงกระทบกันดังกรุ๋งกรุ๋ง เข้ามาทิ้งตัวนั่งแรงๆ นั่งข้างผู้เป็นย่า จากนั้นก็เริ่มหยิบข้าวของเครื่องใช้จากกระเป๋าเสื้อและกางเกง มาวางบนโต๊ะ มีทั้งมีดสวิส ไฟฉาย กระติกน้ำเก็บความร้อน กระดาษทิชชูม้วนใหญ่ ยาสระผมขวดใหญ่ กล่องสบู่ หมวก ผ้าเช็ดหน้า ปากกา สมุดบันทึก ช็อกโกแลตแท่งโต และลูกอมอีกห่อใหญ่

นนท์มองลูกสาวตาไม่กะพริบ เขาบังคับให้เธอสวมชุดสวยเพื่อสร้างความประทับใจแรกพบให้ปราณ ถึงขนาดหาชุดแสคสีชมพูอ่อนหวานราคาหลายพันบาทมาให้ แต่เธอกลับใส่ชุดเดินป่าสีทหารตัวโคร่งและทำตัวให้โทรมสุดๆ และรอจนวินาทีสุดท้ายจึงเดินเข้ามาอวดโฉม ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสสั่งให้เธอไปแต่งตัวใหม่ 

เขาไปแล้วค่ะ!” หญิงสาวพูดเสียงขุ่นเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อหันไปมองทางประตูเข้าราวกับกลัวสองแม่ลูกเข้ามาเห็นการปลดเปลื้องสัมภาระกองใหญ่ของเธอยามพูดถึงสองแม่ลูก

หญิงสาวเม้มปาก ทำปากขมุบขมิบ พลางทำตาประหลับประเหลือกไปที่ประตูเข้าอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เสียงรถของสองแม่ลูกแล่นออกไปแล้ว

หายไปไหนมาลูก ผู้เป็นย่าออกปากถาม มัสลินเหยียดริมฝีปากเกือบเป็นเส้นตรง แสดงถึงสภาพอารมณ์ที่ขึงเครียดได้เป็นอย่างดี

ออกไปจับโกหกคนโปรดของพ่อมาค่ะ ว่าพลางตวัดสายตามองผู้เป็นพ่อราวกับค้อน ท่าทางประหลาดๆ ของปราณ ทำให้เธอสังหรณ์ว่าจะต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแน่ๆ หลังจากปิ่นมณีเดินไปตามปราณที่ห้องน้ำ เธอตัดสินใจวิ่งอ้อมไปด้านหลัง แล้วเธอก็ได้ยินเสียงสนทนาของสองแม่ลูกดังลอดออกมาจากช่องลมแบบเต็มสองหูเลยทีเดียว…โดยเฉพาะคำว่า ฮิปโป 

ป่านกับนายปราณคงไปด้วยกันไม่ได้หรอก ว่าพลางเหลือบตามองผู้เป็นพ่อเพื่อสังเกตปฏิกิริยา แล้วเม้มปากอย่างขัดใจเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อหันมามองด้วยการหรี่ตาเล็กน้อยทำให้เนื้อที่บริเวณเหนือหว่างคิ้วย่นเป็นเส้นตรงสามเส้น ซึ่งเป็นกิริยาที่เขาชอบทำตอนจับผิด รู้ทัน หรือไม่พอใจ

ถ้าไม่อยากให้บริษัทพ่อล้ม หรืออาปิ่นไปร่วมทุนกับบริษัทอื่น ป่านต้องแต่งงานกับปราณ เขาพูดใส่หูเธอทุกวัน มีทั้งแนวขู่ ปลอบ และขอร้องมานานนับเดือน ตอนแรกเธอปฏิเสธอย่างแข็งขัน ทำให้สองพ่อลูกทะเลาะกันบ้านแทบแตก จนผู้เป็นย่าต้องเข้ามาประสานรอยร้าวด้วยการยกแม่น้ำทั้งห้ามาโน้มน้าวให้หลานสาวเห็นดีเห็นงาม

ปราณเขาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนะลูกเป็นคนหนุ่มไฟแรง แฟนก็ยังไม่มี คิดว่าช่วยพ่อเขาหน่อยเถอะนะ แค่ดูตัวกัน หมั้นกันไว้ก่อนก็ได้ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยหาทางแก้ไขกันทีหลัง บอกปัดเขาตั้งแต่แรกแบบนี้อาปิ่นจะคิดว่าเรารังเกียจเขา ธุรกิจก็จะพลอยกระเทือนไปด้วย เสียดาย อุตส่าห์สร้างมาตั้งแต่สมัยคุณปู่

มาลินีอุตส่าห์ไปค้นหาภาพเก่าๆ สมัยเธอกับปราณยังเด็กมาให้ดู ตอนนั้นคุณปู่ของเธอกับคุณตาของปราณยังไม่เสียชีวิต ทั้งคู่จึงมักพาหลานๆ ไปนั่งกินไอศกรีมด้วยกันเสมอๆ ภาพที่มัสลินเห็นเป็นภาพเด็กหญิงกับเด็กชายนั่งอยู่คนละมุมโต๊ะ ตรงกลางเป็นชามแก้วใส่ไอศกรีมหลากสีสูงเท่าภูเขาเล็กๆ ราดหน้าด้วยวิปครีมคาราเมลและของแต่งหน้าสารพัด เด็กชายมองชามไอศกรีมด้วยแววตาเรียบเฉียบเหมือนเป็นโรคเบื่ออาหารส่วนเด็กหญิงมองด้วยแววตาเป็นประกอบใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มยินดีราวกับจะกินภูเขาไอศกรีมคนเดียวให้หมดทั้งลูก

มัสลินลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปสนิทใจ หลังจากคุณปู่เธอเสียชีวิต แม้พ่อเธอยังทำธุรกิจกับคุณตาของปราณต่อไป แต่เธอไม่เคยพบปราณอีกเลย

ตอนแรกๆ มัสลินยังใจแข็งไม่ยอมตกลง จนกระทั่งเห็นหน้าตาเคร่งเครียดเหมือนแบกโลกไว้ทั้งโลกของผู้เป็นพ่อติดต่อกันตลอดสัปดาห์นั่นแหละเธอจึงยอมให้มีการนัดดูตัวในวันนี้อย่างไม่เต็มใจนัก

พ่อรู้มั้ยว่าแค่เห็นหน้าป่าน นายนั่นก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปอ้วกแตกอ้วกแตนแล้ว

ปราณเขาแพ้อาหาร นนท์แก้แทนหญิงสาวทำเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ

เขาไม่ได้แพ้อาหาร แต่เขาแพ้คนอ้วน!” เธอพูดเสียงเข้มตาขุ่นตามระดับอารมณ์ที่คุกรุ่นภายใน

อะไรนะ!” ผู้เป็นย่าร้องถามเสียงสูงท่าทางตกใจ ป่าน!” ผู้เป็นพ่อทำเสียงดุ แต่เมื่อเห็นมัสลินเม้มปากจนปากสั่นตาคมวาวและชุ่มชื้นเหมือนน้ำตาคลอ เขาจึงเริ่มรู้สึกถึงความจริงจังของลูกสาวผู้ซึ่งปกติเป็นคนเข้มแข็งร่าเริงและเลิกร้องไห้มาหลายปีแล้ว

หญิงสาวเม้มปากแน่นและเผลอกำมือแน่นไปด้วย เสียงพูดคุยของสองแม่ลูกยังดังก้องอยู่ในหูเธอนี่เอง

นายปราณโวยน้าปิ่นลั่นเลยว่าทำไมไม่บอกว่าป่านอ้วน เขาทนอยู่กับคนอ้วนไม่ได้ เขาจะไม่แต่งงานกับฮิปโปอย่างป่าน

สิ้นเสียงพูดสั่นเครือเพราะความโกรธของมัสลิน บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินแต่เสียงเดินของนาฬิกาติดฝาผนัง  

ฮิปโป! นี่นายนั่นเรียกป่านว่าฮิปโปงั้นหรือ? มาลินีทำเสียงเข้ม ท่าทางเหมือนซึมซับอารมณ์ของหลานสาวไปอย่างเต็มที่

นนท์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขานึกทบทวนเหตุการณ์ก่อนที่มัสลินจะเดินเข้ามาในห้อง…จำได้ว่าตอนนั้นปราณคุยเรื่องการเล่นกอล์ฟอย่างออกรส เมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าประตู เขาหันไปมอง เพียงแค่เหลือบตามองมัสลิน……ท่าทีของปราณเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นมัสลิน!               

นนท์เหลือบตามองลูกสาวด้วยแววตาสังเกตสังกา จ้องมองราวกับไม่เคยพบกันมาก่อน นนท์หวนนึกถึงวันแรกที่มัสลินลืมตาดูโลก ตอนภรรยาเขาตั้งท้อง น้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบกิโล ทารกหญิงแรกคลอดน้ำหนักเกือบสี่กิโลกรัม คุณหมอออกปากว่าเป็นเด็กที่สมบูรณ์มาก มารดาเขาจึงตั้งชื่อหลานเพื่อเอาเคล็ดว่ามัสลิน ซึ่งมีความหมายว่าผ้าป่านบางเบา นับเป็นชื่อที่ตรงข้ามกับตัวจริงมาโดยตลอด นอกจากมัสลินจะเป็นเด็กช่างรับประทานแล้ว มารดาของยังแสดงความรักและสงสารหลานสาวที่กำพร้ามารดาตั้งแต่วัยสิบขวบด้วยการปรนเปรอด้วยอาหารเลิศรสสารพัดชนิดเต็มโต๊ะอาหารทุกมื้อ พอมัสลินเริ่มโตเป็นสาว เขามองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงปรามมารดาให้ควบคุมอาหาร แต่ดูเหมือนทั้งคุณย่าและหลานสาวจะมองไม่เห็นความจำเป็น

 กินแล้วมีความสุขก็กินไปเถอะ มารดาเขาบอก

กินเก่งตัวอ้วนแบบนี้ใครจะเลี้ยงไหวล่ะ เขาแย้ง ฝ่ายลูกสาวกลับยักไหล่พูดหน้าระรื่นว่า

ก็พ่อไงถึงตอนนี้ สิ่งที่เขาวิตกได้กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้วแววตาของนนท์ทำให้ลูกสาวคนเดียวรู้สึกอึดอัดวางตัวไม่ถูก จนต้องนั่งขยับตัวไปมา และเริ่มหงุดหงิดกับชุดเดินป่าที่แม้จะขนสัมภาระที่ใส่ทุกกระเป๋ารวมกันหนักสักสิบกิโลกรัมเห็นจะได้ออกไปแล้ว แต่ยังรู้สึกหนักและรุงรัง ส่วนผมที่เธอโปะเยลผสมน้ำมันมะกอกและโรยด้วยแป้งฝุ่นเพื่อให้ดูราวกับไม่ได้สระผมมาสามเดือนก็เริ่มแผลงฤทธิ์ มันเหนียวหนึบและคันจนแทบทนไม่ได้เธอจงใจใส่ชุดนี้ หวังให้สองแม่ลูกกระเจิงเมื่อเห็นท่าทางบู๊แกมพะรุงพะรังและอ้วนเทอะทะของเธอ

มาลินีนั่งมองสองพ่อลูกที่จ้องหน้ากันเหมือนหยั่งพลังและสะกดจิตกันและกัน ในที่สุดเธอก็คว้าช้อนส้อมเงินมาเคาะจังหวะสนุกๆ เพื่อเรียกให้สองพ่อลูกตื่นจากภวังค์ ทั้งนนท์และมัสลินหันขวับมามองต้นเสียงและเจอรอยยิ้มขี้เล่นของมาลินี

คิดอะไรมากมาย อาหารเต็มโต๊ะแบบนี้ ปล่อยให้อาหารเป็นม่ายจะบาปนะลูก มากินกันก่อนดีกว่า ว่าพลางพยักเพยิดกับหลานสาวที่ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วด้วยการพยักหน้ารับพลางยิ้มหน้าระรื่น และคว้าช้อนส้อมมาถือท่าทางกระฉับกระเฉง ดวงตาจับจ้องอาหารจานโปรด ตาเป็นมัน

ใช่แล้วค่ะคุณย่า คนที่เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และรูปสมบัติ… เธอเน้นคำสุดท้ายเป็นพิเศษและปรายหางตามองผู้เป็นพ่ออย่างท้าทาย …อย่างป่าน ไม่เห็นต้องง้อผู้ชายนนท์ถอนหายใจเสียงดัง จงใจให้ทั้งลูกสาวและมารดาที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยได้ยิน

 เขาสูดลมหายใจเข้ายาวพร้อมกับยืดอกและตีหน้าจริงจัง

พ่อตามใจป่านมามากเกินไปแล้ว ว่าพลางสบตาผู้เป็นแม่ที่จ้องหน้าราวกับจะประท้วงท่าทางเหมือนคุณพ่อเผด็จการของเขา ขณะเดียวกันก็หันไปสบตาลูกสาวเพื่อยืนยันความตั้งใจ และเอื้อมมือไปหยิบช้อนจากมือลูกสาว

ถ้าปราณทนผู้หญิงอ้วนไม่ได้ ป่านก็ต้องลดความอ้วน

พ่อ… หญิงสาวลากเสียงเรียกผู้เป็นพ่อพลางวางส้อมแรงๆ ดูเหมือนต่อมกระตุ้นความอยากอาหารของเธอหยุดทำงานแบบอัตโนมัติ จากนั้นก็ยกมือเกาศีรษะแกรกๆ เพราะรู้สึกคันศีรษะแบบสุดจะทน แล้วทำหน้าย่นเมื่อเห็นสิ่งคราบไขมันสีตุ่นๆ ติดตามซอกเล็บนนท์มองลูกสาวคนเดียวอย่างรำคาญใจ หากรู้ล่วงหน้าว่ามัสลินจะแต่งตัวและทำผมจนทำให้เกิดเหตุคาดไม่ถึงแบบนี้ เขาจะยืนกำกับและควบคุมการแต่งตัวและพฤติกรรมของเธอตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการดูตัว แต่ดูเหมือนตอนนี้จะสายไปเสียแล้ว

ไปอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ ขนาดพ่อไม่ได้เป็นโรคกลัวคนอ้วน เห็นป่านแต่งตัวอย่างนี้ก็จะอ้วกเหมือนกัน แล้วไปคิดเรื่องที่พ่อขอร้องให้ดีๆ นนท์พูดด้วยท่าทีเคร่งขรึมสองพ่อลูกสบตากัน แววตามุ่งมั่นของผู้เป็นพ่อ ทำให้ลูกสาวเม้มปากแน่นอย่างแสนงอน  

พ่อยังไม่เข็ด ยังไม่เลิกคิดให้ป่านลดความอ้วนอีกหรือ? ผู้เป็นพ่อส่งสายตาขุ่น นนท์เคยบังคับให้ลูกสาวลดความอ้วนนับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ซื้อสมาชิกฟิตเนสรายปีหมดไปหลายหมื่นแต่มัสลินไปแค่ครั้งเดียว ซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้านหมดไปหลายหมื่น มัสลินนำไปทำเป็นที่ตากชุดชั้นในในห้องน้ำ ส่งไปฝึกโยคะร้อนก็ไปเป็นลมคาห้อง ไปเต้นแอโรบิกกลับมาปวดเข่าและขาระบมจนไข้ขึ้น สุดท้ายเลยต้องปล่อยเลยตามเลย

คราวนี้ป่านต้องเอาจริงเสียที นนท์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

หญิงสาวไม่หลุดคำโต้แย้งใดๆ ออกมาอีก แต่แอบกระซิบกับตัวเองว่า ดีแล้วที่ได้รู้ความลับของปราณ เธอจะทำทีเป็นตามใจพ่อไปก่อน แต่จะไม่ยอมลดความอ้วนเพื่อผู้ชายขี้โรคอย่างปราณ ตรงกันข้ามจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เพิ่มน้ำหนักให้พุ่งเหยียบเลขสามหลักได้ยิ่งดี ปราณจะได้ตกใจจนช็อกตายคาที่ไปเลย

8 Responses so far »

  1. 1

    สาวชาวเล said,

    ตามมาจาก dbooks ค่า
    ไม่อยากให้นางเอกลดความอ้วนสำเร็จอะ—ห้าๆๆๆๆๆๆๆ
    ไม่อยากให้สุดท้ายผู้ชายชอบผู้หญิงเพราะว่าผอม แล้วสวย
    สุดท้ายอยากให้พระเอกชอบนางเอกที่จิตใจมากกว่าอะ
    แต่ก้อไม่รู้เหมือนกันว่า ในโลกจริงๆ สุดท้ายผู้หญิงก้อต้องพยายามลดนน. เพื่อคนที่ชอบอยู่ดี แปร่ว ไม่เห็นผู้ชายพยายามลด นน. เพื่อผู้หญิงบ้างเลยอะ อ้วนวันอ้วนคืนหุหุ

  2. 2

    chacreeya said,

    ต้องติดตามตอนต่อๆไปค่ะ

    แบบว่า ไม่อยากเฉลยมาก เดี๋ยวหมดสนุก

    รับรองสมใจเฟมินิสต์แน่ๆ ค่ะ

    เพราะคนเขียนก็ออกแนวปกป้องสิทธิสตรีเหมือนกัน

  3. 3

    NoxNoctis said,

    ตามมาจากกระทู้ที่ตั้งไว้ในพันทิปจ้า

    อ่านแล้วฮามาก ขำจริงๆ

    เนื่องจากหุ่นข้าพเจ้าก็ไม่น้อยกว่าหนูป่าน เลยรู้สึกชอบใจเป็นพิเศษมั้ง

    เป็นเรื่องน่ารันทดในชีวิตจริงที่ว่า ไม่มีชายใดชมชอบสาวหุ่นฮิปโป ไม่ว่าจะเก่งหรือมีจิตใจดีงามแค่ไหน ถ้าหุ่นไม่ผอมเพรียวสวย เขาก็ไม่มองให้เสียสายตาหรอก เศร้าจริงๆ

  4. 4

    gift said,

    เริ่มต้นก็หนุกแล้วนะ…นั่นซิ นางเอกไม่ควรจะลดความอ้วนสำเร็จหรอก แต่ปราณจะหันมาชอบเองได้…

  5. 5

    mafee said,

    อื้ม ถ้าเกิดนางเอกลดน้ำหนักสำเร็จจนกลายเป็นสาวสวย เรื่องนี้ก็คงไม่ชื่อ “ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์” หรอกเนาะ

    เราว่าผู้หญิงอ้วนบางคนก็น่ารักออก ผู้หญิงทุกคนถ้าหากใส่ใจกับตัวเองและรู้จักแต่งตัวก็ดูดีได้ทั้งนั้นแหละค่ะ แล้วผู้ชายที่สเป๊คชอบผู้หญิงอวบๆ ตุ้ยนุ้ยน่ารักก็มีไม่น้อยนะคะ

  6. 6

    banana said,

    โหกดขี่คนอ้วนจัง ป่านสู้ๆๆๆๆๆๆ

  7. 7

    Jan said,

    สนุกมากค่ะ รวมเล่มต้องซื้อแน่ๆเลย ปกติเป็นแฟนแก้วเก้า ว.วินิจฉัยกุล กิ่งฉัตร และปิยพร ศักดิ์เกษม พงศกร เคยอ่านงานของคุณเรื่องเดียว เรื่องกลับบ้านเรา รักรออยู่ แต่ก็เฉยๆ สำหรับเรื่องนี้ชอบมากๆค่ะ นางเอกน่ารักดี

  8. 8

    littleploy said,

    ไม่อยากให้นางเอกลดความอ้วนเหมือนกันค่ะ
    ไม่เห็นจำเป็นจะต้องผอมเลย คนอ้วนมีดีก็เยอะแยะเนอะ


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: