ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์ ตอน3 ฉันจะไม่ลดความอ้วนเพื่อผู้ชาย

“ป่านจะไม่ยอมลดความอ้วนเพื่อผู้ชายขี้โรคงี่เง่าอย่างนายปราณเด็ดขาด!” มัสลินประกาศเจตนารมณ์ต่อหน้าผู้เป็นย่าและบิดาเสียงดังก้องห้อง

ลำพังผู้เป็นพ่อบังคับให้ลดความอ้วนก็โกรธจะแย่อยู่แล้ว แต่นี่กลับเป็นคำสั่งตรงมาจากปิ่นมณี

เธอโกรธจนหน้าแดงหูแดงและเม้มปากแน่นจนปากสั่นหายใจถี่จนอกกระเพื่อม

ปกติมัสลินเป็นหญิงอ้วนอารมณ์ดีใจเย็น มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้เธอหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นั่นคือการกระทำที่ดูถูกทำร้ายและเหยียดหยามคนอ้วน

การสั่งให้ลดความอ้วนเพื่อผู้ชายเป็นการดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ที่ให้อภัยไม่ได้
 
ภาพคลิปวิดีโอสดๆ ร้อนๆ ของ “น้องนุช” สมาชิกเว็บบล็อกช้างยิ้ม บล็อกสำหรับคนอ้วนเพื่อคนอ้วนลอยเข้ามาในความรู้สึก เธอปวดแปลบใจจนต้องยกมือกุมอกและหายใจแรงๆ ถี่ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

 เมื่อคืนนี้ “น้องนุช” เขียนมาบรรยายความรู้สึกปวดร้าวเพราะแฟนหนุ่มที่คบกันมานานบอกเลิกด้วยเหตุผลที่ว่าเธออ้วนเกินไป เขาไม่กล้าเดินคู่กับเธอเพราะอายเพื่อน น้องนุชพยายามลดความอ้วนทุกวิถีทางแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายน้องนุชจึงใช้วิธีฆ่าตัวตายเพื่อไปให้พ้นจากความเจ็บปวด

ในคลิปวิดีโอน้องนุชแต่งตัวด้วยชุดสีชมพูแสนหวาน เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงสีขาว ตรงหน้ามีขวดยาสีชา เธอเทยาจากขวด หลุบตาลงดูยาเม็ดเล็กสีขาวเต็มกำมืออย่างไม่แน่ใจ น้ำตาเริ่มไหลรินนองหน้าตามด้วยการสะอึกสะอื้น เธอส่งยาใส่ปากด้วยมือที่สั่นเทา ยาบางส่วนร่วงพรูลงบนพื้นเตียง
 

โชคดีมีคนมาช่วยไว้ทัน น้องนุชจึงมีโอกาสเอาวิดีโอคลิปมาลงในบล็อกช้างยิ้ม เพื่อบอกถึงความรู้สึกของผู้หญิงอ้วนคนหนึ่งที่ถูกสังคมทำร้าย ว่าทั้งเศร้าและเจ็บปวดถึงขั้นทำร้ายตัวเองด้วยวิธีที่เธอเองก็ยอมรับว่า “สิ้นคิด”

 “ต่อให้นายนั่นเป็นผู้ชายคนเดียวในโลก ป่านก็จะไม่แต่งงานกับเขา!” หญิงสาวยืนยันเจตนารมณ์กับผู้เป็นพ่อเสียงกร้าวอีกครั้ง เมื่อผู้เป็นพ่อนั่งกอดอกมองเธอด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนผู้ใหญ่ใจเย็นที่รอดูเด็กพยศออกฤทธิ์เดชจนเหนื่อยและหยุดไปเอง

 “พ่อเชื่อเรื่องกลัวคนอ้วนของเขาหรือ เขาไม่อยากแต่งงานกับป่าน อาปิ่นเลยยกเรื่องความอ้วนมาเป็นข้ออ้าง”

 “ป่านก็เห็นกับตาไม่ใช่หรือว่าเขาป่วยจริง ปราณเคยถูกพี่เลี้ยงอ้วนนอนทับเกือบตายเลยฝังใจ”

 “พ่อว่าอะไรนะ!” มัสลินอ้าปากกว้าง นึกไม่ถึงกับเหตุผลน่าขันที่ฝ่ายโน้นยกมาอ้าง

มาลินีหัวเราะเสียงดัง
 

“คงเป็นยายมะลิน้ำหนักร้อยยี่สิบ ที่คุณปรกบอกว่าเผลอนั่งทับลูกหมาตายคาที่หละสิ” มาลินีกล่าวถึงผู้เป็นตาของปราณ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสามีเธอ ทั้งสามีเธอและเพื่อนเขาต่างลาโลกไปสิบกว่าปีแล้ว แต่มาลินีไม่เคยลืมเรื่องตลกร้ายของพี่เลี้ยงเด็กที่ชื่อมะลิเลย

“รู้อย่างนี้ป่านกระโดดทับให้ช็อคตายตั้งแต่วันแรกก็สิ้นเรื่อง” หญิงสาวกระแทกเสียงประชด พร้อมกับหันไปทางผู้เป็นย่าเหมือนหาเสียงสนับสนุน

มาลินีพยักหน้าหงึกๆ

“แม่ว่าแม่ลูกคู่นี้เขาแปลกๆ นะ” หันมาออกความเห็นกับนนท์ “แม่ยังสงสัยอยู่เลยว่านายปราณน่ะผู้ชายจริงรึเปล่า”

“แม่!” นนท์ขึงตาใส่มารดา ผู้ซึ่งชอบทำตัวเข้ากับหลานสาวยิ่งกว่าปี่กับขลุ่ย

มัสลินหันขวับไปมองผู้เป็นย่า ดวงตาวาวเหมือนเพิ่งค้นพบความลับสำคัญที่ค้นหามานาน เธอชูนิ้วโป้งให้ผู้เป็นย่าอย่างชื่นชม

“จริงๆ ด้วยย่า ป่านนึกอยู่แล้วว่ามันต้องมีเหตุผลบางอย่าง ไม่อย่างงั้นคนสมัยใหม่อย่างอาปิ่นคงไม่ทำเรื่องไดโนเสาร์เต่าล้านปีจับเด็กแต่งงานกันหรอก นายปราณต้องเป็นเกย์ อาปิ่นกลัวขายหน้าเลยจับแต่งงานกลบเกลื่อน”

“บ้ากันไปใหญ่แล้ว” นนท์เริ่มโวย

“จริงๆ นะ” มาลินีย้ำกับลูกชายน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าไม่เป็นเกย์ก็คงเป็นพวกเจ้าสำอาง เห็นอะไรนิดหน่อยก็โอ้กอ้ากเหมือนผู้หญิงแพ้ท้อง ท่าทางเหมือนคนเป็นโรคขาดสารอาหาร แล้วอย่างงี้จะมาดูแลยายป่านไหวรื้อ?” ตอนท้ายนมาหลิ่วตาให้หลานสาวเหมือนหาลูกคู่

มัสลินนั่งยืดตัวกอดอกราวกับจะยืนยันความเข้มแข็งของตัวเอง
“พ่อไม่ต้องห่วงป่านหรอก ป่านดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวอดตาย อยู่เป็นโสดแบบนี้ดีกว่าแต่งงานกับพวกแอบจิตขี้โรค เหมือนตกนรกทั้งเป็นตลอดชีวิตนะพ่อ”

ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเล่นด้วย ทำเสียงฮึดฮัดและส่งสายตาดุลูกสาวที่ลอยหน้าลอยตาพูดจาเป็นตุเป็นตะ

“พูดเองเออเองกันทั้งนั้น” นนท์ถือโอกาสตวัดสายตากล่าวโทษทั้งย่าทั้งหลาน

“พ่อก็ไม่รู้ความจริงเหมือนกันแหละน่า แล้วจะเสี่ยงทำไม เรื่องแบบนี้อาปิ่นเขาไม่บอกหรอก เขาเองก็อาจจะเพิ่งรู้ เลยรีบมาบีบพ่อแบบไม่ให้เวลาตั้งตัวนี่ไง”

“ใช่ๆ ถ้าเป็นเหตุผลอื่น ยายปิ่นก็ต้องพูดเรื่องนี้มานานแล้ว” มาลินีเสริม

นนท์ยกมือเกาะศรีษะ ทำหน้าเหนื่อยใจ ที่ต้องต่อปากต่อคำและต่อกรกับการผนึกกำลังของสองหญิงต่างวัยที่แสนดื้อดึง

“ปราณเขาจะเป็นอย่างไงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พ่อบอกป่านแล้วใช่มั้ยว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับธุรกิจของพ่อ ป่านจะไม่ช่วยพ่อจริงๆ หรือ?”
 

“เด็กมันไม่ได้รักกันชอบกัน จะบังคับกันไปทำไม ถ้าปราณเป็นพวกแอบจิต หลานฉันก็ซวย แต่ถ้าปราณกลัวคนอ้วนจริงๆ ขืนอยู่ด้วยกันแล้วเขาช็อคตาย หลานฉันก็บาปอีกน่ะแหละ เป็นหม้ายตอนสาวด้วย แกเป็นพ่อประสาอะไรนนท์ ไม่นึกถึงความรู้สึกของลูกเลยรึไง ยายป่านน่ะลูกสาวคนเดียวของแก หลานสาวคนเดียวของฉันนะ ลองไปคุยกับแม่ปิ่นอีกทีนะ บอกว่าแม่ขอร้อง อย่ามาเรื่องธุรกิจมาผูกมัดเด็กมันเลย”

 นนท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มารดามักเห็นแย้งกับเขาทุกเรื่อง เพียงเพื่อเอาใจหลานสาวคนโปรด

ถ้าพูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็คงต้องเอาหยิบเรื่องอารมณ์มาใช้

นนท์ทำทีเป็นก้มหน้าต่ำมองมือตัวเองแล้วถอนหายใจเฮือกๆ พลางทำหน้าหนักใจ

 “ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมก็ไม่อยากขัดใจลูกหรอกครับแม่ แต่นี่ผมลองพูดหลายครั้งแล้ว ปิ่นเขาไม่ยอม”

 มัสลินทำเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ
 

“ทั้งๆ ที่อาปิ่นเห็นกับตาว่านายปราณกลัวป่านจนวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทันน่ะหรือคะ?”
 

นนท์พยักหน้ารับ
 

มัสลินเบ้ปาก
 

มัสลินเคยชื่นชมปิ่นมณีมากในฐานะที่เป็นนักธุรกิจหญิงเก่งที่สามารถดูแลลูกชายคนเดียวได้เป็นอย่างดีขณะเดียวกันก็ทำให้ธุรกิจก้าวหน้าได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนี้ยังสดใสอารมณ์ดีเหมือนชีวิตไม่เคยเจอเรื่องทุกข์ร้อน เธอเคยออกปากเชียร์ให้พ่อจีบมาเป็นคู่ครองเพื่อหาความสุขในบั้นปลายชีวิตเสียด้วยซ้ำ

ภาพใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษร่างสูงผอมบางเหมือนคนเป็นโรคขาดสารอาหารลอยเข้ามาในความรู้สึก

 “ฮึ…ถ้าไม่เป็นพวกแอบจิต นายปราณนั่นคงเป็นพวกโรคจิตหรือไม่ก็พิการทางสมอง ขายใครไม่ออก อาปิ่นเลยต้องมาบังคับขายลูกชายพ่วงบริษัทเหมือนพวกขายเหล้าพ่วงกับเบียร์ราคาถูกแบบนี้ พ่ออย่ายอมนะ ไม่ต้องซื้อทั้งเพชรทั้งลูกชายเขานั่นแหละ มองหาโรงงานใหม่ แล้วก็เลิกคบนักธุรกิจเจ้าเล่ห์อย่างอาปิ่นด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาปิ่นจะเป็นคนอย่างนี้ไปได้”  
 

“อย่ามองอาปิ่นแง่ร้ายอย่างนั้นสิลูก ปราณเป็นคนดีนะ อาปิ่นเขาก็เห็นว่าป่านเป็นเด็กดี ทั้งคู่ก็ยังไม่มีใคร เลยอยากให้แต่งงานกัน จะได้ร่วมธุรกิจเข้าด้วยกัน”
 

มัสบินทำหน้าเบ้ซ้ำ
 

“ป่านมองไม่ออกเลยว่าคนที่แสดงท่ารังเกียจคนอื่นจนอ้วกแตกอ้วกแตน ทั้งๆ ที่ไม่เคยพูดกันสักคำน่ะเป็นคนดีตรงไหน”

 “มันเป็นเรื่องจิตวิทยาน่ะลูก เขายังฝังใจเรื่องพี่เลี้ยงเขา” นนท์พยายามอธิบายอย่างใจเย็นแม้จะเริ่มปวดหัวจี๊ด
 

“งั้นก็ให้เขาไปบำบัดทางจิตให้หายเสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกันเรื่องนี้” มัสลินได้จังหวะต่อรอง แล้วเหลือบตาไปยักคิ้วให้ผู้เป็นย่า แต่แล้วก็ต้องประปลาดใจเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อยิ้มเต็มใบหน้าขึ้นมาทันที

 นนท์เอื้อมมือไปโอบไหล่ลูกสาว

 “ป่านคิดว่าพ่อจะผลักไสให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อไปอยู่กับคนโรคจิตรึ ไม่มีทางเสียหละ พ่อก็คิดแบบป่านนี่แหละ พ่อบอกอาปิ่นให้เขาพาปราณไปหาจิตแพทย์ รักษาอาการกลัวคนอ้วนให้หายก่อน ไม่อย่างงั้นอย่ามาพูดกัน”

“จริงหรือคะพ่อ?” มัสลินหรี่ตามองผู้เป็นพ่ออย่างไม่ไว้ใจ นนท์พยักหน้ารับสีหน้าจริงจัง

“โรคแบบนี้มันไม่ได้หายกันง่ายๆ นะลูก บางคนรักษาทั้งชีวิตก็ไม่หาย เรื่องที่อาปิ่นต่อรองให้ป่านลดความอ้วนให้ได้ยี่สิบกิโลน่ะง่ายกว่าทำให้ปราณหายกลัวคนอ้วนเยอะเลย ถ้าป่านยอมลดความอ้วน แต่ปราณรักษาโรคจิตไม่หาย เราก็มีข้ออ้างว่าฝ่ายเขาทำตามเงื่อนไขไม่ได้เอง ป่านก็ไม่ต้องแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่มีสิทธิมาอ้างไม่ร่วมทุนกับบริษัทเรา”

“พ่อไม่รู้หรือว่าลดความอ้วนได้ยี่สิบกิโลภายในหนึ่งปีมันยากแค่ไหน  บางทีลดได้แล้วกลับมาอ้วนกว่าเดิมภายในเดือนเดียวด้วยซ้ำ ต่อให้ป่านลดความอ้วนได้ แต่งงานกับนายนั่นไปสักพัก แล้วกลับมาอ้วนอีก นายนั่น ไม่ตายหรือพ่อ หรือต้องถึงขั้นให้ป่านไปผ่าตัดกระเพาะกินข้าวแค่มื้อละถ้วยไปตลอดชีวิต?” บุตรสาวตีโพยตีพายและประชดประชันเสียงดังลั่นบ้านอีกครั้ง

ผู้เป็นพ่อยังอารมณ์ดี ยิ้มร่า เอื้อมมือไปขยี้ผมลูกสาวที่ค้อนขวับอย่างแสนงอนด้วยความเอ็นดู

“พ่อไม่ยอมให้ลูกสาวสุดที่รักลำบากถึงขนาดนั้นหรอกน่า โชคดีนะที่วันนั้นป่านใส่ชุดเดินป่าตัวใหญ่มาก พ่อเลยบอกอาปิ่นว่าป่านหนักเก้าสิบกิโล เขาก็เชื่อนะ” พูดกลั้วหัวเราะ “ถ้าลดให้ได้ยี่สิบกิโลก็เท่ากับต้องลดน้ำหนักให้เหลือเจ็ดสิบกิโล แต่ความจริงป่านหนักแค่แปดสิบเองไม่ใช่หรือลูก”

มัสลินตวัดสายตามองผู้เป็นพ่ออีกครั้ง คราวนี้ด้วยความคิดไม่ถึง

“แสดงว่าป่านต้องลดน้ำแค่สิบกิโลเองน่ะสิ!” ผู้เป็นย่าคำนวณอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างพออกพอใจในความฉลาดแกมโกงของลูกชาย

“แกนี่ฉลาดจริงๆ นนท์ สมกับที่เป็นลูกแม่” ว่าพลางเอื้อมมือไปขยี้ผมเขาราวกับเขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ จนนนท์ต้องรีบถอยหนีพลางเสยผมที่เสียทรงให้เข้ารูป

มัสลินยังทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ
 

“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ทำไมเราต้องบ้าจี้ตามอาปิ่นด้วย เขาเจ้าเล่ห์ พ่อดูเจตนาเขาไม่ออกรึไง เขาไม่อยากทำธุรกิจกับพ่อ แต่ไม่อยากได้ชื่อว่าทำลายสัญญาสุภาพบุรุษสมัยคุณปู่ เลยกำหนดเงื่อนไขที่ทำยากหรือทำไม่ได้เลย คนอย่างนี้ทำธุรกิจด้วยกันไปก็ไม่รุ่งหรอก”

“เขาจะคิดอย่างไงก็ช่าง แต่เราทำตามเงื่อนไขให้ได้ก็พอ ป่านไม่ต้องกลัวนะ พ่อจะยอมให้ป่านแต่งงานกับปราณก็ต่อเมื่อเขาผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วว่าเขาเลิกกลัวคนอ้วนอย่างถาวรแล้วจริงๆ” นนท์พูดน้ำเสียงจริงจังท่าทางน่าเชื่อถือ

“ยุ่งยาก เรื่องมาก เสียเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่ายเลิกคิดเรื่องนี้ ต่างคนต่างไปก็สิ้นเรื่อง ถ้าอาปิ่นเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไข คนที่ทำผิดสัญญาของผู้ใหญ่คือเขา ไม่ใช่พ่อ”

“มันไม่ใช่แค่สัญญาของปู่เรากับตานายปราณ ไม่ใช่เรื่องคำมั่นสัญญาของคนที่ตายไปแล้ว แต่มันเป็นเรื่องความอยู่รอดในปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีสินค้าส่งออก บริษัทเราก็เจ๊ง นั่นคือความจริง”

“ก็สั่งที่อื่นสิคะ”

“พ่อพลาดไปแล้ว ที่ผ่านมาเรายึดถือสัญญาสมัยคุณปู่ พ่อเลยไม่เคยติดต่อโรงงานอื่น มันเลยกลายเป็นธุรกิจผูกขาดไป อีกอย่างธุรกิจเครื่องเพชรมันซับซ้อน ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถ้าทำผิดแบบหรือของไม่มีคุณภาพ หรือกลายเป็นของปลอม ส่งออกได้ครั้งเดียวก็จบกัน…นะป่านนะ…คิดว่าช่วยพ่อนะลูกนะ” นนท์หันกลับมาใช้ไม้อ่อนอีกครั้งด้วยการเอื้อมมือจับมือลูกสาวกระตุกเบาๆ และส่งสายตาวิงวอน

มัสลินตีหน้าบึ้ง เหลือบตามองผู้เป็นย่า ผู้ซึ่งแม้จะสนับสนุนเธอทุกเรื่อง แต่เมื่อผู้เป็นพ่อพูดเรื่องข้อจำกัดด้านธุรกิจที่ฟังดูมีน้ำหนักและจริงจังเหลือเกินก็อ้ำอึ้งไปเหมือนกัน

มัสลินรู้สึกเหนื่อยกับการหาเหตุผลสารพัดมาโต้แย้ง แต่ผู้เป็นพ่อก็มีข้ออ้างทุกข้อเหมือนกัน

สุดท้ายเธอพยักหน้ารับเหมือนตัดรำคาญ

นนท์ยิ้มกว้าง

หญิงสาวบอกตัวเองว่าเธอจะยอมเออออไปก่อน แต่เธอยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่า เป็นตายอย่างไรเธอก็จะไม่ลดความอ้วนเพื่อผู้ชาย

ปราณทอดสายตามองหญิงสาวร่างสูงผอมบางแต่งตัวนำแฟชั่นด้วยเสื้อผ้าโปร่งบางเนื้อเนียนสีช็อกกิ้งพิงค์แบบจับจีบรอบคอและมีสายรูดไปผูกไว้ด้านหลัง เผยช่วงไหล่และแขนเรียวขาวนวลเนียน ปล่อยชายเสื้อคลุมขอบกางเกงขาสั้นสีขาวที่ยาวเหนือโคนขาไม่กี่นิ้ว เผยให้เห็นช่วงขาวเรียวยาวขาวผ่อง
เมทินีมีรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของนางแบบ ทั้งที่แท้จริงแล้วเธอเป็นแพทย์หญิงเจ้าของคลินิคโรคผิวหนังและเสริมความงามชื่อดัง

เขารู้จักเมทินีตอนบริษัทของเขารับออกแบบก่อสร้างคลินิกเสริมความงามให้เธอเมื่อสองปีที่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา จากคนที่ทำงานร่วมกันค่อยๆ กลายเป็นเพื่อน แต่ยังไม่สนิทสนมกันถึงขั้นเรียกว่าคนรู้ใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยปริปากเล่าเรื่องหมอเมทินีให้มารดาฟัง

ชายหนุ่มเหลือบตามองเจ้าของใบหน้าเนียนสีชมพูผุดผ่องสมกับเป็นคุณหมอโรคผิวหนังที่เชี่ยวชาญเรื่องการดูแลใบหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
ในยามนี้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว หากมารดาเขารู้ก่อนว่าเขากำลังคบกับเมทินี คงไม่มีแผน “เรือล่มในหนอง” จนทำให้เขาต้องมานั่งผะอืดผะอมไม่กล้ามองหน้าและไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงว่าที่เจ้าสาวเช่นนี้

เมื่อวานนี้เขาลองออกปากบอกมารดาว่ากำลังคบผู้หญิงอื่นอยู่ มารดาเขายิ้มอย่างรู้ทันและพูดดักคอว่า “แม่ไม่เชื่อหรอก คุณนนท์ก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน เขาคงคิดว่าปราณสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะไม่อยากแต่งงานกับลูกสาวเขา”
 

ขณะที่ปราณนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจ เมทินีกลับหัวเราะขบขัน

 เธอเห็นเรื่องการจับคู่ของเขาเป็นเรื่องตลก ตลกชั้นแรกคือแนวคิดที่แสนเชย ตลกชั้นสองคือวิบากกรรมที่ปราณต้องเผชิญกับว่าที่เจ้าสาวน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัม
 

“อยากให้เมช่วยแสดงตัวกับแม่คุณมั้ยล่ะ? เมเต็มใจช่วยนะ” เธอยื่นหน้ามาพูดยิ้มๆ ดวงตาฉายประกายสนุกสนาน
 

“ก็อยากให้ช่วยหรอกครับ แต่กลัวจะทำให้คุณเมเดือดร้อน” ปราณพูดอย่างเกรงใจ

 เขาเรียกเธอว่า “คุณเม” เพราะเธอไม่อยากให้เขาเรียกเธอว่า “คุณหมอ” โดยออกตัวว่า “บุคลิกเมเหมือนหมอซะที่ไหน คนไม่รู้จักอาจจะคิดว่าเมเป็นหมออย่างอื่น”

 “ไม่เดือดร้อนหรอก เมเต็มใจช่วยคุณจริงนะ” คุณหมอสาวยืนยันน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็ยิ้มกว้าง ดวงตาฉายประกายสนุกสนาน “น่าสนุกดีออก เมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างธิดาช้างกับหมอเมทินีใครจะเป็นฝ่ายชนะ” พูดพลางยกขาเรียวขาวผ่องขึ้นไขว่ห้าง ยามพูดถึงตัวเอง เธอแสดงความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างไม่ปิดบัง

 ปราณเหลือบตามองขาเรียวสวยที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นสีขาวแล้วรีบชักสายตากลับ ขาสวยๆ ของเธอทำให้ใจเขาเต้นผิดจังหวะ
 

“อย่าเลยครับ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด คุณเมจะเสียชื่อเปล่าๆ ” ปราณทั้งเกรงใจเมทินีและกลัวใจตัวเองไปพร้อมๆ กัน แม้จะเจริญตาเจริญใจกับความสวยเปรี้ยวมีชีวิตชีวาของหมอเมทินี แต่อีกใจหนึ่งเขาก็นึกเกรงในความฉลาดปราดเปรื่องของเธอ

ท่าทางเปรี้ยว เจ้าเสน่ห์แบบนี้แหละที่ “เอาเรื่อง” จนวิศวกรและสถาปนิกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ตอนแรกอาสาไปประสานงานกับเธอด้วยท่าทางร่าเริงเหมือนกระดี่ได้น้ำ แต่ตอนหลังค่อยๆ ถอยฉากโดยบอกสั้นๆ แต่เข้าใจได้ว่า “กลัวใจเธอว่ะ” สุดท้ายมีเพียงสถาปนิกน้องใหม่อย่างปราณที่ยอมไปประสานงานกับคุณหมอสาวพราวเสน่ห์

ท่าทางเงียบขรึมใจเย็นของเขาทำให้คุณหมอสาวลดดีกรีความเข้มงวดลง นอกจากงานจะเสร็จสิ้นลงด้วยความพอใจของทั้งสองฝ่ายแล้ว คุณหมอสาวยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเนื่องด้วยเป็นฝ่ายออกปากชวนเขาไปกินข้าวดูหนังฟังเพลงและคบหาสมาคมต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
 

“จะกลัวใครเข้าใจผิดล่ะคะ เมคบกับคุณคนเดียวนะ” ว่าพลางส่งยิ้มหวาน โน้มตัวมาข้างหน้า เอื้อมมือมากุมมือเขา เป็นกิริยาที่ต่อเนื่องกันอย่างไม่ติดขัดและเป็นธรรมชาติ

ปราณหลุบตามองต่ำและหยุดหายใจไปชั่วครู่เมื่อเห็นเนินอกขาวๆ ที่ลอดผ่านเสื้อผ้าโปร่งบางจนมองเห็นเสื้อชั้นในลูกไม้สีดำที่ดูปกปิดแต่ก็เย้ายวนและเชื้อเชิญอยู่ในที

เขารีบชักสายตากลับ ถอยหลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ทำทีเป็นแหงนมองโคมไฟคริสตัลหลากสีบนเพดาน แล้วลอบระบายลมหายใจ

 เมทินีหัวเราะเสียงใสอย่างขบขันแกมเอ็นดูกับอาการเขินจนหน้าแดงของปราณ

เมื่อรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าสายตา ปราณเหลือบตามองรอบๆตัว สายตาของปราณสะดุดเข้ากับชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงใหญ่มีมัดกล้ามแบบนักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เขาแต่งตัวประณีตด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวผ้าพริ้วทิ้งตัวเผยเห็นมัดกล้ามช่วงอกและท่อนแขนใหญ่ ผมทาเยลหวีเข้ารูปเรียบกริบทิ้งปอยผมด้านหน้าหนึ่งหยิบมือขมวดม้วนอย่างเก๋ไก๋ ใบหน้าเนียนผ่องเหมือนทารองพื้นแล้วทับด้วยแป้งพัฟ ริมฝีปากชุ่มชื้นมันวาวสีชมพูเรื่อ

ชายผู้นั้นทอดสายตามองเขาอยู่ก่อนแล้ว และรีบหลบตาเมื่อสบตากัน

ปราณเองก็รีบละสายตาทันที รู้สึกไม่สบายใจที่ถูกผู้ชายด้วยกันลอบมองอย่างสังเกตสังกา
ผู้ชายคนนี้มีลักษณะ “ผู้ชายเมโทร” หรือผู้ชายสำอางรักสะอาดรักสุขภาพชอบแต่งตัวที่กำลังขยายกลุ่มเพิ่มมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เขารู้มาว่าผู้ชายเมโทรส่วนใหญ่เป็นชายแท้ แต่ก็มีไม่น้อยที่เป็นพวกรักร่วมเพศ จึงไม่อยากสบตาเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาต้องการสานต่อความสัมพันธ์
 

“พาเมไปเจอน้องฮิปโปของคุณก็ได้นะคะ เมจะช่วยคุยให้ บอกเขาว่าคุณไม่อยากแต่งงานด้วย คุยกันดีๆ คงไม่มีปัญหาอะไร” เมทินีเสนอตัว
 ปราณปรายตามองผู้ชายเมโทรด้วยหางตา เห็นเขาเหยียดริมฝีปากราวกับกำลังไม่พอใจ
 

“รอดูท่าทีของฝ่ายโน้นก่อนดีกว่าครับ ผมยังไม่รู้ว่าเขาจริงจังขนาดไหน” เขาพยายามหันกลับมาสนใจหญิงสาวตรงหน้า

“ตกลงคุณจะไปพบจิตแพทย์ของแม่คุณหรือเปล่าคะ?”

ปราณพยักหน้ารับ

“หมอที่ไหนคะ เผื่อเมรู้จัก”

“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ได้ถาม”

“ให้เมไปด้วยนะคะ จะได้ไปช่วยดูว่าจะได้เรื่องหรือเปล่า เรื่องแบบนี้ถ้าได้หมอไม่ดีก็เสียเวลาเสียเงินเปล่าความจริงเมมีเพื่อนเป็นจิตแพทย์หลายคนนะคะ ช่วยแนะนำให้ก็ได้
 

“อย่าเลยครับ เสียเวลาคุณเมเปล่าๆ บอกตรงๆ นะว่าผมว่าไม่ได้ผลหรอก แต่ไม่อยากขัดใจแม่”

เมทินีพยักหน้าแสดงความเข้าใจ และเอื้อมมือไปแตะหลังมือเขาอย่างเห็นใจ

“เอาเถอะค่ะ ลองดูไม่เสียหาย ถ้ารักษาแล้วหายจริงๆ ก็ถือว่าดี แต่ถ้าหายแล้วเมไม่ยอมให้คุณไปแต่งงานกับยายตุ้ยนุ้ยนั่นนะ ถือว่าดูถูกกันอย่างแรง” ว่าพลางแกล้งทำตาดุอย่างไม่จริงจังนัก ตามด้วยเสียงหัวเราะขบขัน

ปราณหัวเราะตาม

“พอคุณเมบอกว่าลดความอ้วนยี่สิบกิโลในหนึ่งปีมันยากมาก ผมเลยหายห่วง”

“ใช่ค่ะ คนจะทำได้ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจจริงสูงมาก ๆ หรือมีเดิมพันสูง อย่างเช่นถ้าไม่ลดแฟนทิ้ง แต่ก็เป็นดาบสองคมค่ะ ส่วนใหญ่มักเครียด ความเครียดเป็นศัตรูสำคัญของการลดความอ้วน นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เลยนะคะ เช่น พันธุกรรม โรคประจำตัว ” เมทินีเริ่มใช้ภาษาทางการแพทย์

ชายหนุ่มสุดเนี้ยบที่นั่งโต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นเดินตัวตรงออกไป ก่อนเดินผ่านโต๊ะสองหนุ่มสาวตวัดสายตามอง

เมทินีเหลือบตามองตามเขาไป

 “เขามองมาทางเราตลอดเลยนะคะปราณ”

ปราณพยักหน้ารับ

“ดูล่ำสันสะอาดสะอ้านผิดตานะ เขาแอบชอบคุณรึเปล่านี่?” แกล้งหลิ่วตากระเซ้าพลางหัวเราะเสียงใส

 ปราณหัวเราะตาม เขาหันไปมองตาม แต่ผู้ชายเมโทรหายตัวไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
 

“ท่าทางแปลกๆ นะ เหมือนพวกนักสืบเอกชนงั้นแหละ ว่าที่พ่อตาคุณเป็นพวกผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า?”เมทินีตั้งข้อสังเกตพลางชะโงกหน้าเข้ามาถามท่าทางเริ่มจริงจังขึ้น
 
 “คงไม่ใช่มังครับ เขาเป็นพ่อค้าเพชร”

 “พวกนี้แหละตัวดี ทำธุรกิจเงินล้านแบบนี้ คงเลี้ยงตำรวจไว้บ้างหรอก”

 “แต่แม่ผมไม่เคยเลี้ยงตำรวจหรือนักเลงเลยนะ”

 เมทินีนิ่งเงียบท่าทางใช้ความคิด ในยามที่เธอครุ่นคิดใบหน้าไร้รอยยิ้ม คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยทำให้หางคิ้วชี้เฉียงขึ้น ทำให้ดูเป็นผู้หญิงหน้าดุขึ้นมาทันที

 “หน้าตาหล่อเนียนแบบนี้อาจจะเป็นพวกนายแบบโชว์เครื่องเพชรถูกวานให้มาเป็นนักสืบก็ได้นะ ท่าทางเลยไม่ค่อยแนบเนียนเท่าไร?”
เมทินีปักใจเชื่อเต็มที่ว่าผู้ชายเมโทรคนนั้นเกี่ยวข้องกับนนท์

 “ลองกล้ายื่นคำขาดกับแม่คุณเหมือนพวกนักเลงอย่างนี้ แสดงว่าลุงนนท์ของคุณคงไม่ใช่คนธรรมดาหรอก”

 ปราณถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกถึงท่าทางเอาเรื่องของนนท์แล้ว ชักคล้อยตามความเห็นของเมทินี เขานึกเป็นห่วงมารดาขึ้นมาครามครัน และเริ่มเกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม

6 Responses so far »

  1. 1

    kully said,

    เข้ามาดูแล้วดีใจ สุดๆค่ะ เจอตอนที่ 3 พอดีเลย

    เรื่องราวน่าติดตามมากๆค่ะ อยากอ่านเร็วๆจัง

    ไม่ทราบว่าเฉลี่ย นานเท่าไหร่ กับการลงแต่ละตอน

    จะได้กะถูก เพราะไม่ค่อยได้เล่นเน็ต

    แล้วจะแวะมาบ่อยๆนะคะ

    สู้ สู้ค่ะ

  2. 2

    chacreeya said,

    ขอโทษค่ะที่ลืมแจ้งเวลาอัพเดท

    เรื่องยายอ้วนเจ้าเสน่ห์จะอัพเดททุกวันศุกร์ค่ะ

    ส่วนเรื่องอื่นๆ จะอัพเดทเรื่อยๆ ตามแรงบันดาลใจค่ะ

  3. 3

    gift said,

    คุณหมอจะเป็นตัวป่วนขนาดไหนนะ หุ่นดีขนาดนี้ต้องปะทะคารมกับนางเอกของเราแน่นอน จะคอยติดตามตอนต่อไปนะคะ

  4. 4

    banana said,

    ป่านอย่ายอมแพ้นะ

  5. 5

    Nitty said,

    โอ้โห… เขียนได้สนุกมากกกกกก ชวนติดตาม
    มีมุขตลกร้าย ๆ ของคนอ้วนด้วย
    อ่านก็ขำอะนะ แต่ก็เศร้ามาก ๆ
    (นึกภาพคนอ้วน นอนทับเด็กกับนั่งทับหมาตัวน้อยซิ)

  6. 6

    chacreeya said,

    คนเขียนไม่ได้ใจร้ายนะ
    มีสถิติคนอ้วนนอนทับเด็กตายปีละเกือบร้อยแน่ะ
    ขอบอก


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: