ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์ตอน 7 นักจิตวิทยาจ๋าจ้ะ…พกเล่ห์มาหลายเล่มเกวียน

 PS: พบกันทุกวันศุกร์ค่ะ

ปราณมาพบจิตแพทย์ในร้านเบเกอรี่บรรยากาศดีที่จิตแพทย์สาวเป็นฝ่ายเลือก เขาชวนกิตติมาด้วย เพราะไม่อยากนั่งต่อหน้าจิตแพทย์ตามลำพัง กลัวถูกวิเคราะห์สภาพทางจิตออกมาเป็นเปลาะๆ ราวกับยืนเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าเธอ

“คิดว่ารายการพบคุณหมอของแกจะได้ผลมั้ยวะปราณ?” กิตติชะโงกหน้าเข้ามาชวนคุยเมื่อยังไม่เห็นคนที่มีท่าทางเหมือนจิตแพทย์อยู่ในร้านทั้งๆ ที่เลยเวลานัดมาเกือบสิบนาทีแล้ว

ถามทั้งๆ ที่มีคำตอบในใจว่าล้มเหลวแน่นอน เขารู้จักปราณมานานพอที่จะรู้ได้ว่า ปราณกับคนอ้วนเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ มารดาของปราณยิ่งรู้ดีกว่า สมัยเด็กๆ ปราณถึงกับร้องไห้จ้ากลัวจนตัวสั่นเมื่อคนอ้วนเข้ามาใกล้ พอโตขึ้นมาหน่อย ได้เรียนรู้กฏกติกาของสังคมมากขึ้น เขาไม่แสดงออกว่าไม่ชอบคนอ้วนอย่างโจ่งแจ้ง แต่พยายามหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง

“ช่างเหอะ แม่สั่งให้มาก็มา” ปราณตอบแบบคนปลงตก

“แม่แกนี่แปลก ท่าทางทันสมัยแต่หัวเก่าอย่างไม่น่าเชื่อ ลุงนนท์ของแกยิ่งแปลกใหญ่ ลูกสาวห้าวหาญขนาดนั้น ยังคิดจะหาผู้ชายมาดูแล…มันมีลับลมคมนัยอยู่นาปราณ”

“ก็เรื่องธุรกิจครบวงจรของเขานั่นแหละ! แม่ฉันผลิต เขาเป็นคนขาย” ปราณกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด
 
“ให้แม่แกกับลุงนนท์แต่งงานกันเองอีกสิ้นเรื่อง” กิตติแนะนำโดยไม่เสียเวลาคิด

ปราณหันขวับมามองหน้าเพื่อนตาเขม็ง

จริงสิ เขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ถ้าแม่แต่งงานกับนนท์ ปัญหาอุปสรรคคงน้อยกว่าเขากับมัสลินหลาย้เท่า อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องไปพบนักกำหนดอาหาร ส่วนเขาก็ไม่ต้องมาพบจิตแพทย์ รักษาอาการที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะหายหรือไม่

“ขอบใจว่ะเพื่อน” เอื้อมมือไปตบไหล่เพื่อนชาย พลางบอกตัวเองว่าจะต้องเอาความคิดนี้ไปโน้มน้าวมารดา

สิบห้านาทีผ่านไป สองหนุ่มมองไปที่ประตูเข้า คนหนึ่งมองที่ประตูด้านหน้า อีกคนมองที่ประตูข้างที่มาจากลานจอดรถ แต่แล้วจู่ๆ กลับมีหญิงสาวเดินออกมาจากประตูหลังที่ทอดสู่ห้องครัว

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อพีต้า เป็นนักจิตวิทยาค่ะ”
 
สองหนุ่มหันขวับไปมอง พบหญิงสาวผิวขาวความสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรร่างอวบท้วมหน้าตาน่าเอ็นดู แต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าพริ้วสีส้มสดใสแบบคอแหลมลึกมีรอยต่อใต้อก สวมสร้อยลูกปัดสีส้มแดงเส้นใหญ่ปกปิดเนินอกอิ่ม ชายเสื้อปล่อยคลุมสะโพก และกระโปรงสั้นเหนือเข่าเพราะผ้าโปร่งบางจึงเห็นว่าแม้เธอจะมีร่างที่อวบท้วมแต่ช่วงเอวคอดกลมกลึง

ปราณกระตุกแขนเสื้อเพื่อน เมื่อเห็นกิตติมองจิตแพทย์ของเขาด้วยอาการตาค้างเสียอาการ เหมือนเด็กเห็นขนมโปรดลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“สวัสดีครับ เชิญนั่งครับ” เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน กิตติรีบลุกขึ้น กุลีกุจอเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างเป็นสุภาพบุรุษ

“ผมปราณครับ นี่เพื่อนสนิทผมครับ ชื่อกิตติ” ปราณลุกขึ้นต้อนรับและรีบแนะนำตัว

พิตต้าส่งยิ้มกว้างให้ปราณ และให้หันไปกล่าวขอบคุณกิตติด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนนั่งลง

“ถึงขั้นต้องพาเพื่อนมาด้วยเชียวหรือคะ?”
 
ปราณยิ้มเก้อๆ

“ผมอาสามาเองครับ” กิตติรีบอธิบาย “น้าปิ่นบอกว่านักจิตแพทย์ของปราณเป็นสาวแสนสวย ผมเลยอยากมาเห็นแบบตัวเป็นๆ”

พิตต้ายิ้มรับมุขตลกกึ่งแจกขนมจีบแบบซึ่งหน้าอย่างสุขุม หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะอายม้วนต้วน หน้าแดงกล่ำหลุดท่าทางเปิ่นๆ และพูดจาไม่รู้เรื่องออกมา แต่หลังจากผ่านกระบวนการสร้างความมั่นใจในตัวเองและลดความอ้วนได้สำเร็จ มีโอกาสคบหาสมาคมกับชายหนุ่มหลายคน พอผ่านไประยะหนึ่งเธอเริ่มจับทางได้ว่า สิ่งที่ทำให้ผู้ชายปากเปราะแบบนี้หลงตัวเองก็คือท่าทางสะเทิ้นอายของหญิงสาวนั่นเอง ดังนั้นเธอจึงเพียงแค่ยิ้มรับน้อยๆ แสดงความรู้ทันและหนักแน่นราวกับจะบอกกลายๆ ว่า “ฉันไม่หลงกลเธอหรอกจ้ะ”

“อะไรที่ไม่เคยเห็น ก็ควรจะทำความเคารพนะคะ” เธอกล่าวติดตลกตอบพลางยิ้มน้อยๆ แบบให้เดาไม่ออกว่าพูดเล่นหรือพูดจริงกันแน่

นารากำชับนักหนาว่า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้สมกับเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพ เธอต้องพูดช้าลง ไม่พูดเล่นหรือพูดเรื่องตลกจนเผลอหัวเราะเสียงดังก้อง และไม่ควรสบตาคนไข้นานเกินไป เพราะอาจหลุดสายตาขี้เล่นออกไปได้

“ชื่อคุณหมอเก๋ดีนะครับ เหมือนกลุ่มรักสัตว์ที่ชอบประท้วงแบบนู้ดๆ” เขาพูดกระเซ้าใบหน้าเกลื่อนยิ้มพลางตวัดสายตาปราดมองเสื้อผ้าของเธอ ซึ่งแม้จะไม่เข้าขั้น “นู้ด” แต่ก็วับแวมๆ ชวนมอง

พิตต้าหุบยิ้มทันควัน

นาราเพื่อนสนิทผู้ร่วมแผนการนี้บอกว่า ชื่อของนักจิตวิทยาและนักกำหนดอาหารต้องไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะชื่อที่หายากเช่นชื่อพิตต้า หากปราณและมัสลินหลุดชื่อของผู้เชี่ยวชาญของตนออกมาให้อีกฝ่ายได้ยิน อาจทำให้ความแตกได้ว่า คนทั้งสองเป็นคนๆ เดียวกัน

ตอนนั้นฐิติหรือพี่ใหญ่ซึ่งเป็นทั้งเจ้านายเธอและสามีของนาราเสนอให้ใช้ชื่อ “พีต้า” ในฐานะนักจิตวิทยา
ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้ นาราหัวเราะคิกคัก ส่วนเธอทำหน้าเหยเกตกใจสุดขีด แย้งเสียงดังว่า

“นั่นมันชื่อขององค์กรนักพิทักษ์สัตว์ที่ชอบเปลื้องผ้าประท้วงนะคะพี่ใหญ่!”

“แล้วไงล่ะ? ดูเป็นอินเตอร์ดีออก คล้ายชื่อเดิมด้วย เผื่อหลุดปากเรียกชื่อตัวเองออกไป ก็อ้างได้ว่าเราพูดเร็วไปหน่อย กร่อนเสียงลงนิด จากพีต้าเลยเป็นพิตต้าไง” เขาออกเสียงประกอบจนแทบแยกไม่ออกจริงๆ

“ถ้าไม่สังเกตจริงๆ จับไม่ได้หรอก หรือถ้ามีปัญหาถูกจับได้ว่าเป็นคนเดียวกัน ก็อ้างว่าเป็นแฝดแท้หน้าเหมือน” ฐิติให้เหตุผลฟังขึ้นจนผู้เป็นภรรยาปรบมือชื่นชมและซื้อความคิดทันที

“เป็นชื่อที่พีต้าภูมิใจมากค่ะ” พิตต้าตอบกิตติอย่างมั่นใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีคำถามนี้ “ความจริงพีต้าเป็นนักจิตวิทยาค่ะ ไม่ใช่จิตแพทย์ ไม่ต้องเรียกว่าหมอ”

“อ๋อ…ครับ” กิตติรับคำพลางหัวเราะรับอย่างไม่มีเหตุผล “เอ…แล้วนักจิตวิทยากับจิตแแพทย์นี่ต่างกันอย่างไงครับ?”

“อธิบายง่ายๆนะคะ จิตแพทย์คือคนที่เรียนแพทย์มาหกปี แล้วไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตวิทยาค่ะ ส่วนนักจิตวิทยาเรียนด้านจิตวิทยาระดับปริญญาตรี อาจต่อโท หรือเอก ข้อแตกต่างชัดๆ คือจิตแพทย์จ่ายยาได้ แต่นักจิตวิทยาจ่ายยาไม่ได้”

กิตติทำท่าโล่งอก หันไปตบไหล่เพื่อนชาย “ไม่ต้องกลัวหมอจ่ายยาผิดจนทำให้เป็นบ้าไปจริงๆ แล้วเพื่อน” ว่าพลางหัวเราะให้กับมุขตลกของตัวเอง แต่นักจิตวิทยาสาวเพียงแค่ยิ้มนิดๆ ตามมารยาท

“คุณพีต้าประจำอยู่โรงพยาบาลไหนครับ?” กิตติถามต่อ

“ปกติจะทำงานกับทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนค่ะ ไม่เคยรับงานเดี่ยวและไม่รับงานนอกสถานที่ แต่เคสนี้เป็นกรณีพิเศษเพราะผู้ใหญ่ที่พีต้านับถือรู้จักกับคุณปิ่นมณี เป็นเคสส่วนตัวเลยไม่อยากเปิดเผยสังกัด แต่ขอรับรองว่าเป็นนักจิตวิทยาตัวจริงเสียงจริง” พูดคล่องแคล่วเพราะเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่คาดว่าต้องถูกถาม

“พีต้ามีเวลาให้คำปรึกษาครั้งละครึ่งชั่วโมงนะคะ” เธอว่าพลางเหลือบตามองดูนาฬิกาข้อมือ เป็นการบอกทางอ้อมว่าการนับเวลาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

กิตติแอบเบิ่งตาให้เพื่อนชายทำปากพูดไม่มีเสียงว่า “โหดว่ะ”

“ทานอะไรดีคะคุณหมอพีต้า?” บุษยาผู้เป็นเจ้าของร้านเดินถือเมนูยิ้มกริ่มเข้ามารับคำสั่งโดยขานชื่อใหม่ของเธออย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาพิตต้าแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

บุษยาร่วมรู้เห็นการเล่นละครของเธอมาตั้งแต่ต้น ทั้งในฐานะนักกำหนดอาหารและนักจิตวิทยา บางครั้งร่วมนั่งวางแผนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสถานที่ใช้วางแผนก็คือร้านบุษลีเบเกอรี่นี้เอง

ตอนแรกพิตต้าคิดว่าจะรับเป็นนักกำหนดอาหารเพียงตำแหน่งเดียว และดึงนารามาเป็นนักจิตวิทยา แต่นาราเคยเป็นคอมเมนเตเตอร์ในรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังและยังเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีมีชื่อ หากปราณนึกสงสัยอาจสืบหาที่มาได้ง่าย และการหาคนอื่นที่เข้าใจและให้ความร่วมมือกับแผนการแปลกๆ นี้ยิ่งยากไปใหญ่ ดังนั้นพิตต้าจึงต้องรับบทเป็นนักจิตวิทยาอีกตำแหน่งหนึ่ง

น่าสนุกและท้าทายไม่น้อยที่เลขาเจ้าของบริษัทขายและเช่ารถธรรมดาๆ คนหนึ่งกลายมาเป็นทั้งนักกำหนดอาหารและนักจิตวิทยาระดับอินเตอร์ในเวลาเดียวกัน

แม้จะได้รับตำแหน่งหรูหรา แต่พิตต้าคิดว่าเธอก็คือแม่สื่อดี ๆ นี่เอง

ภารกิจที่นนท์และปิ่นมณีมอบหมายคือทำให้ปราณและมัสลินยอมทำความรู้จักกันโดยปราศจากอคติ ส่วนจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนทั้งคู่

“ขอแค่น้ำมะนาวดีกว่าค่ะ ไม่อยากอ้วนไปกว่านี้ เดี๋ยวคนไข้กลัวคุณหมอ” พิตต้าสั่งอาหารยิ้มๆ และแอบหลิ่วตากระเซ้าปราณในตอนท้าย

ปราณตีหน้าเก้อ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่านักจิตวิทยาที่มารดาหาให้จะเป็นหญิงวัยกลางคนสวมแว่นตาหนาเตอะวางท่าเคร่งขรึมและจ้องเขม็งเหมือนจับผิดตลอดเวลา แต่จู่ๆ เธอกลับเป็นหญิงสาววัยเดียวกับเขา ท่าทางร่าเริง แต่งตัวแสนมั่นใจและมีเสน่ห์ขนาดทำให้กิตติผู้เป็นมืออาชีพด้านการจีบสาวถึงกับเสียอาการเลยทีเดียว แม้จะเจริญตาเจริญใจกว่านักจิตวิทยาสูงวัย แต่ก็ทำให้เขาประหม่าและขัดเขินไม่น้อย

“พีต้าเคยอ้วน น้ำหนักสูงสุดเกือบร้อยกิโลค่ะ” เมื่อบุษยาเดินออกไปแล้ว พิตต้าหันมาเล่าเรื่องส่วนตัวแบบเกินจริงไปหน่อย เพื่อทำให้ปราณรู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอยากให้เขาเห็นว่าคนน้ำหนักหนึ่งร้อยกิโลก็สามารถทำตัวให้กลายเป็นหญิงอวบแสนเซ็กซี่อย่างเธอได้

“แต่ตอนนี้คุณพีต้าดูดีนะครับ” กิตติหยอดคำหวานพลางส่งสายตาดวงตาเป็นประกาย

พิตต้ายิ้มรับน้อยๆ รักษาท่าทีอีกตามเคย
“ใจคอจะให้คนอ้วนถูกสาปตลอดกาลหรือไงคะ อ้วนได้ก็ผอมได้ค่ะ ส่วนคนผอม วันดีคืนดีก็อ้วนได้ มันเป็นอนิจจัง”

“นึกว่าคุณพีต้าจะใช้เทคนิคจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์หรือจุง ที่ไหนได้ใช้แนวพระพุทธเจ้านี่เอง”

“อ้าว คุณกิตติไม่รู้หรือว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักจิตวิทยาชั้นหนึ่งของโลกเลยนะ ถ้าเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้ รับรองไม่ต้องเสียเงินจ้างนักจิตวิทยาแพงๆ”

ขณะนั่งฟังกิตติและพีต้าต่อปากต่อคำกัน ปราณลอบเหลือบตามองรูปร่างของนักจิตวิทยาแล้วนึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด

เขาอดนึกถึงว่าที่เจ้าสาวในชุดชาวเขาประยุกต์ไม่ได้

…ถ้ามัสลินลดน้ำหนักได้ตามเงื่อนไข และรูปร่างพอๆ กับนักจิตวิทยาที่นั่งอยู่ตรงหน้า เขาจะเลิกกลัวเธอไหม?

ไม่! เขาให้คำตอบได้ในทันที นอกจากรูปร่างใหญ่โตราวกับกำแพงเมืองจีนของเธอแล้ว นิสัยก้าวร้าววู่วามเหมือนนักรบเลือดร้อนของเธอทำให้เขาขยาดยิ่งกว่า

“เอาหละค่ะ มาดูสิคะว่าปัญหาของคุณคืออะไร…” พิตต้าเลิกเริ่มวางท่าเป็นการเป็นงานด้วยการกางสมุดบันทึกเล่มโต มือถือดินสอ

“คุณต้องแต่งงานกับคนอ้วน…คุณทนอยู่กับคนอ้วนไม่ได้… อย่างงั้นใช่มั้ยคะ?” ลากเสียงสอบทานปัญหาพลางขีดเครื่องหมายถูกหน้าข้อความที่จดไว้

ปราณเหลือบตามดูสมุดบันทึกคร่าวๆ แล้วนิ่วหน้า

เธอจดปัญหาเขาได้เกือบสองหน้าทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบกันมาก่อน!

เขานั่งยืดตัวตรงท่าทางเป็นการเป็นงานตามนักจิตวิทยา สีหน้าที่เริ่มผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

เขาหวนนึกถึงเรื่องราวในบล็อกช้างยิ้ม การปะทะคารมทางโทรศัพท์ และการคุกคามซึ่งหน้าจนทำให้เขาบาดเจ็บ

“ถึงอย่างไงผมก็เปลี่ยนความรู้สึกแย่ๆ เกี่ยวกับคนอ้วนที่ร้ายกาจอย่างป่านไม่ได้ ยิ่งคิดว่าต้องแต่งงานกับเขายิ่งรู้สึกทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น”

ในฐานะคนเคยอ้วนและยังต้องควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด คำพูดของปราณทำให้พิตต้าอดเกิดความรู้สึกสะเทือนใจแทนมัสลินและคนอ้วนทั่วไปไม่ได้

จากข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาจากปิ่นมณี การกลัวคนอ้วนของปราณมีที่มา ตอนเด็กๆ หลังจากพี่เลี้ยงตัวอ้วนนั่งทับลูกสุนัขที่คุณตาซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดตาย เขายังถูกพี่เลี้ยงตัวอ้วนที่เผลอนอนหลับกลิ้งตัวมาทับจนหน้าเขียว หากปิ่นมณีไม่ไปเห็นเสียก่อนเขาคงตายตามลูกสุนัขไปแล้ว

แม้จะไม่ใช่นักจิตวิทยาตัวจริง แต่เธอรู้ดีว่าอาการกลัวฝังใจตั้งแต่วัยเด็กเช่นนี้ยากจะแก้ไข

เธอเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำให้ภารกิจลุล่วงได้อย่างไร

“น้าเชื่อว่าความใกล้ชิดและการรู้จักนิสัยใจคอกันและกันจะทำให้ปราณเปลี่ยนความรู้สึกได้ พิตต้าไม่ต้องเคร่งครัดหลักวิชาการนักหรอก แค่ทำให้คนคู่นี้มีโอกาสเรียนรู้กันแค่นั้นก็พอ” ปิ่นมณีโน้มน้าวจนพิตต้ายอมรับงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ ตอนรู้ข่าวมัสลินเดินตามแผนการขั้นแรกโดยจู่โจมไปที่บ้านปราณ ทำให้ปราณบาดเจ็บ เธอยิ่งตื่นตระหนกและขอถอนตัวเพราะกลัวควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

“พิตต้าคิดว่าน้าไม่เจ็บปวดหรือที่เห็นปราณเป็นอย่างนี้ แต่น้าก็ยังกล้าเดินหน้าต่อ เพราะไม่อยากให้ปราณเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต เราเริ่มต้นแล้ว เราต้องทำให้เสร็จสิ ถ้าเกิดปัญหาเราไม่ควรตำหนิตัวเอง  แต่ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข” ดวงตารื้นน้ำตาของคนเป็นแม่ที่เห็นลูกเจ็บ และคำพูดกระทบใจของปิ่นมณีในตอนนั้นทำให้เธอต้องมานั่งอยู่ตรงหน้าปราณในวันนี้

ปราณอึดอัดใจกับสายตาของนักจิตวิทยาจนต้องเบนสายตาเสมองออกไปนอกกระจกด้านหน้าร้าน

สายตาที่พิตต้ามองเขา สะกิดใจให้เขาเผลอนึกถึงมัสลินขึ้นมาอีกครั้ง แล้วจินตนาการก็พาเขากระเจิดกระเจิงไปไกลอีกครั้ง

ด้วยภาษาเขียนในเว็บบล็อก เธอสามารถฟาดฟันให้เขาปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกไฟเผา เมื่อเผชิญหน้ากันเพียงแค่เธอตวัดสายตาคมวาบมามองก็ทำให้เขากระโดดหนีจนข้อเท้าแพลง หากมัสลินมานั่งจ้องหน้าเหมือนที่นักจิตวิทยากำลังทำอยู่ เขาอาจหัวใจวายตายได้

เธอคงมองเขาด้วยสายตาเกลียดชัง และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ให้สมกับที่เขาทำให้เธอเสียใจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย และหากเธอทำอย่างที่ขู่ไว้…สัมผัสและลูบไล้ร่างกายเขา…

ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกซู่จนหนาวสะท้านขึ้นมาทันที

“คุณปราณคะ…” พิตต้าขานชื่อเขา อาการขนแขนลุกชันบ่งบอกว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงคิด และเป็นความคิดในแง่ร้าย

ปราณสะดุ้งโหยง หน้าแดงเพราะความละอายใจที่เผลอปล่อยใจให้จินตนาการเข้าครอบงำจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาถอนหายใจยาวอย่างหนักอก

“ไม่ต้องช่วยให้ผมเลิกกลัวคนอ้วนหรอกครับ ผมจะขอบคุณมากกว่าถ้าคุณช่วยให้แม่ผมล้มเลิกความคิดให้ผมแต่งงานกับป่านได้”

“ปราณ” กิตติส่งสายตาปรามเพื่อนชายที่ใจร้อนก้าวเร็วกล้าเปิดเผยวัตถุประสงค์ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ท่าทีของฝ่ายตรงข้าม

“เดี๋ยวคุณพีต้าเขาก็สับสนหรอกว่าแกหรือแม่แกกันแน่ที่เป็นคนไข้” กิตติพูดติดตลก พลางหันไปออกตัวกับพิตต้าว่า

“อย่าเพิ่งถือสานะครับ เขาเพิ่งโดนถล่มน็อกคาบล็อกช้างยิ้ม และวิ่งหนีช้างตกมันพุ่งออกทางหน้าต่าง ยังไม่หายมึน”

“ไปทำอะไรเข้าหรือคะ ถึงโดนพวกช้างยิ้มถล่มเอา? หรือคุณปราณคือนายขี้โรคแอบจิตคนนั้น” พูดกลั้วเสียงหัวเราะ เอียงคอมอง และส่งสายตาล้อเลียน แต่ปราณตีหน้าเครียดหัวเราะไม่ออก

มารดาเขาคงเปิดเผยข้อมูลให้นักจิตวิทยารู้ทุกเรื่อง
 
“อย่าคิดมากไปเลยค่ะ สังคมชาวบล็อกก็อย่างนี้แหละ แสดงความคิดเห็นแบบเอามัน ระบายอารมณ์กันจนเลยเถิด ยิ่งเป็นพวกชอบปกป้องพวกเดียวกันเองยิ่งร้ายใหญ่”
 
“หนึ่งร้อยความเห็นในสิบนาทีแรก หนึ่งพันความเห็นภายในสามวัน ตอนนี้ยอดพุ่งไปกี่พันแล้วก็ไม่รู้” กิตติให้ตัวเลขโดยใช้น้ำเสียงน่าตื่นเต้น “เครือข่ายช้างยิ้มนี่ใหญ่โตไม่ธรรมดา น่าจะไปช่วยงานสวนสัตว์ดุสิตนะครับ”

ทั้งพิตต้าและปราณต่างก็หันไปมองกิตติ

“คือว่าตอนนี้ทางสวนสัตว์เขากำลังรับอาสาสมัครไปร่วมขบวนฉลองวันเกิดให้แม่มะลิน่ะครับ”

“ใครคือแม่มะลิ?” ปราณถาม กิตติหัวเราะนำ

“อ้าว! ก็แม่มะลิฮิปโปในเขาดินไงเพื่อน ถ้าได้พวกช้างยิ้มมาร่วมขบวนแห่วันเกิด แม่มะลิคงอุ่นใจขึ้นเยอะ นึกว่าสวนสัตว์เขาใจดีพาเพื่อนบินตรงมาจากแอฟริกาเป็นฝูงๆ” ว่าแล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
 
พิตต้าเหยียดริมฝีปากอวบอิ่มเกือบเป็นเส้นตรง เธอเริ่มเหลืออดกับเพื่อนสุดทะเล้นและไม่รู้กาละเทศะของปราณแล้ว “ถ้าคุณปราณอยากจะหายจากอาการกลัวคนอ้วนจริงๆ ก็คงต้องเลือกอยู่ในสังคมที่มองคนอ้วนอย่างเป็นมิตรหน่อยนะคะ”

กิตติสะดุดกึกเสียงหัวเราะของตัวเอง คราวนี้ปราณเป็นฝ่ายหัวเราะขึ้นมาบ้าง ส่วนพิตต้าแม้อยากหัวเราะด้วยความสะใจใจจะขาด แต่จำต้องปั้นหน้าเรียบเฉย และเบนสายตาหนีเพื่อซ่อนดวงตาที่ฉายประกายสะใจ

กิตติปั้นหน้าขรึม นั่งหลังตรง เขาหันไปพูดกับนักจิตวิทยาสาวด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานว่า

“คุณพีต้าคงไม่รู้มังครับว่าผมเป็นพวกรักและหวังดีกับคนอ้วนอย่างจริงใจ”

แทนที่จะสบตากิตติ พิตต้ากลับก้มหน้าเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ

“ผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้วนะคะ เรายังไม่ได้เข้าเรื่องของคุณปราณเลย…ไหนบอกมาสิคะว่าคุณรู้สึกอย่างไงกับคุณป่าน” หันไปทางปราณแล้วเริ่มปั้นหน้าและน้ำเสียงจริงจัง

“ป่านร้ายกาจมาก ดูสิครับ เขาบุกไปหาผมถึงบ้าน ทำให้ผมเดินกระโผลกกระเผลกมาหลายวันแล้ว” ระบายความรู้สึกอย่างเจ็บแค้น

พิตต้าเหลือบตามองข้อเท้าที่พันผ้ายืดไว้อย่างเห็นใจ

ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์วันนั้นเลย ปราณเจ็บตัว ปิ่นมณีตื่นตระหนก ส่วนมัสลินก็โกรธที่ถูกปิ่นมณีมัดมือชกให้รับปากสงบศึกกับปราณและกลับไปก้มหน้าก้มตาลดความอ้วน

“คุณไปทำอะไรให้เขาเจ็บก่อนหรือเปล่าคะ? ได้ข่าวว่าตอนเจอกันครั้งแรกคุณทำให้เขาเสียใจถึงขนาดกินยาเกินขนาด”

ปราณเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง ซึ่งไม่ผ่านเลยสายตาช่างสังเกตของพิตต้าไปได้

พิตต้าสบายใจขึ้นมานิด อย่างน้อยปราณก็ยังมีชีวิตจิตใจอยู่บ้าง ไม่ใช่เกลียดฝังใจจนไม่มีที่ว่างสำหรับการเปลี่ยนแปลงและให้อภัย

“แต่เขาไม่เคยยอมรับว่าฆ่าตัวตายนะครับ”ปราณพูดเหมือนฟ้อง “ผมโทร.ไปขอโทษ กลับว่าผมเสียๆ หายๆ หาว่าผมเป็นโรคจิต แล้วยังเอาเรื่องไปโพสต์ในบล็อกช้างยิ้มอีก”

“ก็มันน่าอายนี่คะ ใครจะยอมรับกันง่ายๆ คุณปราณลองเอาใจเขามาใส่ใจเราคิดดูสิคะว่าถ้ามีคนทำให้คุณเสียใจถึงขนาดนี้คิดสั้นทำร้ายตัวเองแบบนี้ คุณจะทำเหมือนเขาหรือทำมากกว่าเขา เขาแค่ส่งเรื่องคุณไปให้ลงบล็อกช้างยิ้มแบบมีเมตตา ใช้นามแฝงแทนชื่อจริง แค่ไปเยี่ยมคุณถึงบ้านหวังทำเซอร์ไพรส์ แต่คุณตกใจเกินเหตุ กระโดดหนีจนเท้าแพลงเสียก่อน คิดว่าหายกันก็แล้วกันนะคะ อย่าไปโกรธคุณป่านเลย” พิตต้าพยายามยกแม่น้ำทั้งห้าเพื่อประนีประนอม

กิตติผู้ซึ่งยอมสงบปากสงบคำเพราะไม่อยากเบียดบังเวลาอันมีค่าของเพื่อนชายเหลือบตามองหน้านักจิตวิทยาสาว น้ำเสียงของเธอมีแววติเตียนปราณและเห็นใจฝ่ายตรงข้ามจนสะดุดหู

เธอเป็นฝ่ายปราณหรือฝ่ายตรงข้ามกันแน่?

“พีต้าเจอคนไข้มาเยอะค่ะ อาการทางจิตส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บความโกรธแค้นไว้ในใจมากเกินไป สุดท้ายก็เผาผลาญตัวเอง ถ้ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เราจะให้อภัยเขาได้ และคนที่มีความสุขก็คือเรานี่แหละค่ะ”

กิตติพยักหน้ารับหงึกๆ หันไปหลิ่วตากระเซ้าเพื่อนชายว่า

“ต้องรู้จักมองโลกเชิงบวกนะเพื่อน เป็นต้นว่าถ้าต้องแต่งงานกับคนอ้วนก็ต้องคิดว่าได้เจ้าสาวแถมหมอนข้างไซส์ใหญ่กอดจุใจอุ่นดี อยากฟังข้อดีสิบประการของการมีแฟนอ้วนมั้ยครับ?”

ปราณเขม่นตาเตือน กิตติเริ่มทะลึ่งตึงตังไม่รู้กาละเทศะอีกแล้ว การตั้งคำถามนี้ถือเป็นการก้อร่อก้อติกที่ไร้รสนิยมจริงๆ

พิตต้าเกือบเผลอตวัดค้อน โชคดีที่นึกขึ้นมาได้ว่าเธออยู่ในฐานะนักจิตวิทยาที่ต้องวางท่าสุขุมเยือกเย็นน่าเชื่อถือ

“เรามาดูกันดีกว่าว่าเราจะทำอะไรกันได้บ้าง” พิตต้าเริ่มกลับเข้าสู่ประเด็นที่ตั้งไว้อีกครั้ง และทำเป็นอ่านข้อความที่จดไว้ในสมุดโน้ต คราวนี้เธอเอียงตัวหันหน้าไปทางปราณ ทำเหมือนต้องการตัดกิตติออกจากวงสนทนา

“ถ้าคุณไม่อยากแต่งงานกับคนอ้วนก็เป็นเรื่องที่คุณต้องคุยกับคุณแม่คุณเองนะคะ แต่ในฐานะที่พีต้าถูกจ้างมาเพื่อบำบัดอาการโฟเบียคนอ้วน พีต้าจะพยายามทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด”

ปราณพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก

“สถิติคนอ้วนในบ้านเราเพิ่มขึ้นทุกวัน ตอนนี้บ้านเรามีคนอ้วนหรือคนน้ำหนักเกินเกือบหนึ่งในสามของประชากรแล้ว ถ้าคุณปฏิเสธคนอ้วน ก็เท่ากับคุณตัดโอกาสการดำเนินชีวิตและการทำมาหากินของตัวเองกับคนหนึ่งในสามของประเทศนี้” พิตต้าพูดอย่างอย่างคล่องแคล่วแต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ น้ำเสียงมีแววชี้นำและโน้มน้าวอยู่ในที

“หนึ่งในสามเชียวนะคะ” เน้นย้ำพร้อมกับยกนิ้วมือประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

“วันใดวันหนึ่งสมาชิกในครอบครัวคุณจะกลายเป็นคนอ้วน ถ้าไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องก็อาจเป็นภรรยาหรือลูกๆ ของคุณ ถ้าคุณไม่ปรับทัศนคติเกี่ยวกับคนอ้วนเสียตั้งแต่วันนี้ คุณกับคนใกล้ตัวคุณนั่นแหละที่ต้องทุกข์ทรมาน”

ปราณพยักหน้ารับอย่างแกนๆ  เป็นข้อมูลที่เขาจำใจยอมรับอย่างไม่สบายใจนัก สำหรับกรณีนี้ เขาคิดว่าเรื่องของหลักการเหตุผลข้อเท็จจริง และอารมณ์เป็นคนละเรื่องกัน เขารู้สิ่งที่ควรและไม่ควรทุกอย่าง แต่ทำใจให้ยอมรับหรือควบคุมตัวเองไม่ได้

เช่นเดียวกับที่รู้ว่าการพุ่งหลาวทางหน้าต่างเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แต่บังคับตัวเองไม่ได้

“ปัญหากลัวคนอ้วนน่ะแก้ได้ง่ายค่ะ แค่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตคุณจะมีความสุขขึ้นทันทีเลย”

มีนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหน้าร้าน พิตต้าเหลือบตามอง นักศึกษาส่วนใหญ่เอวบางร่างน้อย ใส่เสื้อนักศึกษาตัวจิ๋ว กระโปร่งสั้นโชว์ต้นขาเรียวบาง เอวบางร่างน้อยผอมเพรียวลม

“ทุกวันนี้ข่าวสารข้อมูลจากสื่อต่างๆ ทำให้คนเราตกเป็นเหยื่อของความเชื่อและค่านิยมผิดๆ กันได้ง่ายค่ะ เหมือนเด็กๆ พวกนี้” เธอพยักเพยิดให้ดูกลุ่มนักศึกษาหญิง “ในทีวีในแมกกาซีนมีแต่นางแบบผอมๆ เลยอยากสวยอยากอินเทรนด์ บางคนผอมจนเหลือแต่ซี่โครงแต่ก็ยังกินอาหารโลว์แฟตไขมันต่ำ ไม่ยอมกินอาหารเช้า กินยาลดความอ้วน พยายามยัดตัวเองเข้าไปในเสื้อไซส์ดับเบิลเอส ทริปเปิ้ลเอส กลัวอ้วนขึ้นสมอง กลายเป็นโรคอะนอเร็กเซียคือพวกที่คิดว่าตัวเองอ้วนทั้งๆ ที่ผอมเหลือแต่ซี่โครง จากค่านิยมผิดๆ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพ ถ้าร่างกายขาดอาหารเสียแล้ว จะเอามันสมองที่ไหนไปคิดพัฒนาประเทศชาติ จริงมั้ยคะ?”

กิตตินั่งเท้าคางทำตาปรือเมื่อนักจิตวิทยาสาวสวยเปรี้ยวเฉี่ยวกลายร่างเป็นนักวิชาการใหญ่เลกเชอร์แกมบ่นได้ภายในพริบตา…

พิตต้าเห็นท่าทางล้อเลียนของกิตติ แม้แสนหมั่นไส้แต่ทำเป็นไม่สนใจ

“สมัยก่อนสังคมไทยไม่ได้มองคนอ้วนแง่ลบถึงขนาดนี้นะคะ ตรงกันข้ามคนส่วนใหญ่มองว่าคนอ้วนเป็นพวกอยู่ดีกินดีมีบุญวาสนาเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้ข่าวสารเกี่ยวกับคนอ้วนส่วนใหญ่เป็นข่าวแง่ลบ คนอ้วนจอมตะกละเอย คนอ้วนขี้โรคเอย คนอ้วนหาแฟนไม่ได้เอย ตอนนี้สังคมเริ่มบีบคั้นคนอ้วนจนทำให้คนอ้วนแทบไม่มีที่ทางของตัวเอง ก็เหมือนการโฆษณาขายครีมทาหน้าขาวที่ทำให้คนดูคิดว่าคนดำน่ารังเกียจ ถ้าอยากให้แฟนรักแฟนหลงอยากแต่งงานกับผู้ชายหล่อๆ ต้องหาครีมทาหน้าขาวมาใช้นั่นแหละ” พิตต้าพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง “ถ้าเราหลงไปกับการป้ายสีนั้น เราก็จะกลายเป็นเหยื่อของสื่อ ส่วนคนอ้วนก็จะเป็นตกเป็นเหยื่อของเราอีกทอดหนึ่ง” พิตต้ากล่าวสรุป

ปราณสบตาพิตต้า เขาเริ่มรู้สึกว่าเธอพูดราวกับเป็นกระบอกเสียงของคนอ้วนอย่างนั้นแหละ

กิตติกระแอมเรียกความสนใจ

“ไอ้ที่คุณพีต้าพูดมามันก็ใช่นะครับ แต่นั่นมันเป็นปัญหาสังคมระดับชาติ เป็นปัญหาระดับโลก เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง” ว่าพลางยกสองมือสูงระดับอกแล้วขยายออกข้างตัวทีคืบ จนเกือบปัดถูกแก้วน้ำและโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า “แต่ปัญหาเล็กๆ กะจิดริดของเราอยู่ตรงที่จะทำอย่างไงให้ปราณเลิกเกลียดคนอ้วนให้ได้ไม่ใช่หรือครับ”

พิตต้าชักหมดความอดทนจนต้องตวัดสายตาคมวาวมองกิตติ

นายนี่ชักยุ่งเกินไปแล้ว!

“คุณกิตติคะ…” เธอลากเสียงเรียกชื่อเขาอย่างเป็นการเป็นงาน “กรุณาอย่ารบกวนกระบวนการรักษาค่ะ ถ้าไม่พูดถึงภาพรวม คุณปราณจะรู้หรือว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของจิ๊กซอว์?”

“เอ้อ…ครับผม” การถูกตำหนิซึ่งหน้าทำให้กิตติอึ้งไปนิด ทำหน้าจ๋อย และรีบส่งสายตาขอโทษ ก่อนจะกลับไปทำท่านั่งเท้าคางตาปรือกวนอารมณ์เหมือนเดิม

“อาการแบบนี้ถือว่าโฟเบียชนิดหนึ่งค่ะ” นักจิตวิทยาสาวหันไปพูดกับคนไข้สีหน้าจริงจัง “หลักการรักษาโรคกลัวก็คล้ายๆ กัน ไม่ยากหรอกค่ะ เราเกลียดกลัวอะไร ก็ต้องพยายามทำความรู้จักกับสิ่งนั้นให้มากขึ้น เคยดูสารคดีเกี่ยวกับการรักษาโรคโฟเบียมั้ยคะ คนที่กลัวแมงมุม นักบำบัดเขาก็จะเริ่มจากให้ดูมันอยู่ห่างๆ ก่อน ค่อยๆ ปรับตัวจนเข้าไปลูบคลำมันได้”

“ลูบคลำ?” กิตติเลิกคิ้วพลางทำตาวาวๆ “คุณพีต้าจะให้ปราณมันไปลูบคลคนอ้วนอย่างคุณป่านน่ะหรือ? บรื๋อ….” ทำตาประหลับประเหลือก

พิตต้า เกิดอาการ “ของขึ้น” ขึ้นมาทันที

“คุณคิดว่าคนอ้วนมีหนามปล่อยพิษตามตัวรึไง!?” แหวใส่เสียงแหลมสูง

กิตติหุบปากทันควัน

“แกอยู่เฉยๆ เงียบๆ สักพักได้มั้ยวะกิต หรือไม่ก็ออกจากร้านไปเลย” ปราณช่วยปรามอีกแรง ท่าทางกวนประสาทของกิตติทำให้เขานึกหงุดหงิดแทนนักจิตวิทยาที่กำลังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุดด้วยการควบคุมอารมณ์อย่างเต็มที่

บรรยากาศบนโต๊ะเงียบงันไปชั่วขณะ พิตต้าเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอหลุดบุคลิกที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นนักจิตวิทยามืออาชีพออกไปแล้ว จึงพยายามเรียกสติกลับคืน พยายามสะกดกั้นความโกรธที่เดือดปุดๆ อยู่ภายในด้วยเทคนิคการฮัมในใจที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว

“คุณปราณคงต้องเริ่มต้นศึกษาคนอ้วนแบบลึกซึ้งค่ะ” เธอหันไปทางปราณพูดน้ำเสียงหนักแน่นออกมาได้ในที่สุด

“ขนาดเข้าใกล้ผมยังไม่กล้า” ปราณพูดพลางระบายลมหายใจเฮือกใจท่าทางหนักใจ

“ไว้ใจพีต้าเถอะค่ะ” เธอยิ้มให้ความมั่นใจ “เราสามารถเรียนรู้เรื่องบางเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องเข้าใกล้ ไม่ต้องสัมผัสหรือลูบคลำ” ในตอนท้ายเธอตวัดสายตาคมวาวมองกิตติที่ยังทำหน้าทะเล้นและทำตาเป็นประกาย

รอยยิ้มยั่วเย้าของกิตติทำให้พิตต้าเริ่มรู้สึกสูญเสียการควบคุมตัวเองอีกครั้ง เธอรู้ตัวว่าถ้าไม่หยุดพักสักครู่ เธออาจหมดความอดทนล้มโต๊ะและทำให้แผนการนี้ล่มตั้งแต่วันแรก

“คุณปราณคะ” พิตต้าขานชื่อคนไข้น้ำเสียงหนักแน่น “ปกติการรักษาจะต้องทำในห้องที่เงียบสงบ เป็นการพูดคุยกันระหว่างนักจิตวิทยากับคนไข้ ไม่มีคนอื่นคอยสอดแทรกหรือเบี่ยงเบนประเด็น คุณปิ่นขอร้องให้พีต้าออกมาให้คำปรึกษานอกสถานที่ เพราะไม่อยากให้คุณเกร็งกับบรรยากาศแบบโรงพยาบาล ถ้าการรักษาวันนี้ไม่ได้ผล ก็คงเพราะมีสิ่งรบกวน คิดว่าคุณคงเข้าใจนะคะ กรุณาบอกเพื่อนคุณให้รักษามารยาทในการร่วมรับฟังด้วย ไม่อย่างนั้นพีต้าจะเสียมารยาทไล่ออกไปจากที่นี่” พูดโดยไม่มองหน้าบุคคลที่สามที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้เอง

“บอกตรงๆ ก็ได้ครับผม” กิตติยังยิ้มออก

ปราณรู้ว่ากิตติถูกชะตากับนักจิตวิทยาของเขาแบบเกินห้ามใจเข้าแล้ว

นึกขันในการเล่นตลกของโชคชะตา หากกิตติเป็นเขา การถูกจับแต่งงานกับมัสลินคงไม่สร้างปัญหาหนักอกใดๆ เพราะกิตติเป็นพวกชอบผู้หญิงเจ้าเนื้อมาแต่ไหนแต่ไร กิตติไม่เคยมีแฟนผอมตามสมัยนิยมเลย คุณสมบัติข้อแรกของผู้หญิงในสเปกของเขาก็คือต้องมีน้ำหนักเกินหกสิบกิโลกรัมขึ้นไป เมทินีเคยบอกว่ากิตติเป็นพวกชับบี้ เชสเซอร์ คือพวกคนผอมที่หลงไหลได้ปลื้มในคนอ้วน

“พีต้าอยากให้คุณมีแรงฮึดสู้นะคะ” พิตต้าหันไปพูดปลุกใจปราณ “อย่ายอมเป็นฝ่ายถูกต้อนให้จนมุมหรือวิ่งหนีอยู่เรื่อย เพราะอีกฝ่ายจะคิดว่าคุณเป็นพวกขี้แพ้” ว่าพลางเหลือบตามองข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บของเขาเป็นการสำทับ “ถ้าคุณหายกลัวได้ คุณจะเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก ทำอย่างที่เขาทำกับคุณบ้าง”

ปราณมองหน้านักจิตวิทยาสาวส่งสายตาโต้แย้ง

เขาน่ะหรือจะทำให้ผู้หญิงใจร้ายอย่างมัสลินหนีเตลิดได้

พิตต้าพยักหน้าสร้างความมั่นใจ

“พีต้ารู้มาว่าคุณป่านมีจุดอ่อนบางอย่าง” เธอพูดแล้วทิ้งช่วงเพื่อเรียกความสนใจ ปราณลืมตัวโน้มตัวเข้าไปข้างหน้า เมื่อเขาเผยจุดอ่อนให้มัสลินรู้แล้ว เขาก็อยากรู้จุดอ่อนของเธอบ้าง

“เขายังไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย ท่าทางห้าวๆ เหมือนไม่ใช่ผู้หญิง”

คราวนี้เป็นกิตติที่อ้าปากค้างท่าทางแปลกใจแกมนึกไม่ถึง

“อย่าบอกนะว่าเขาเป็นทอม!?”

พิตต้าหันไปส่งสายตาขุ่น

“ไม่ได้พูดแบบนั้นค่ะ อย่าสรุปไปเอง”

เธอหันกลับไปทางปราณอีกครั้ง

“ผู้หญิงอ้วนที่ไม่มั่นใจในตัวเองมักกลัวผู้ชายจู่โจม ถ้าคุณหายกลัว ทำทีเป็นเข้าไปติดพันเชิงรุก เขาจะต้องวิ่งหนีคุณกระเจิดกระเจิงเหมือนตอนที่เขาทำกับคุณแน่ๆ ”

ดวงตาของปราณฉายประกายออกมาวูบหนึ่ง เขานึกภาพหญิงร่างใหญ่ในชุดชาวเขาสีแดงดำวิ่งหนีสุดชีวิตจนสะดุดเป้าย้วยยาวรุ่มร่ามของกางเกงชาวเขาจนล้มลุกคลุกคลานแล้วอดอมยิ้มด้วยความขบขันแกมสะใจไม่ได้

แต่ดูเหมือนความฮึกเหิมของเขาจะเกิดขึ้นเพียงวูบสั้นๆ เท่านั้น

“ผมคงทำไม่ได้หรอกครับ” เขาพูดเสียงอ่อย

พิตต้าส่งยิ้มเห็นใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคิดแล้วท้อก็ปล่อยไปก่อน คิดถึงแค่สเตปแรก ทำอย่างไรให้เลิกกลัวคนอ้วนก่อน เรื่องทำให้คุณป่านกลัวน่ะเป็นแผนขั้นแอดว้านซ์” หญิงสาวพูดพลางเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือ

“ลองไปตรึกตรองดูอีกทีนะคะว่าอยากเข้ารับการรักษาจริงหรือเปล่า พี่ต้าอยากให้เกิดจากความสมัครใจค่ะ ทำเพราะถูกคุณแม่บังคับ ใจคุณจะต่อต้าน จะไม่มีวันหายขาด ตกลงใจอย่างไงบอกคุณปิ่นหรือคุณจะโทร.หาพีต้าเองก็ได้นะคะ ครบครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะต้องขอตัวก่อนนะคะ”

พีต้าไม่ปล่อยให้เกิดบรรยากาศอ้อยอิ่งหรือเยิ่นเย้อ เธอพยายามสร้างบรรทัดฐานความคิดให้สองหนุ่มว่านักจิตวิทยามืออาชีพอย่างเธอจะไม่เร่งรีบให้คำปรึกษาให้จบๆ ไป แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเธอก็พร้อมจะจบการรักษาทันที เธอส่งยิ้มอำลาปราณ แต่ทำทีเป็นมองไม่เห็นรอยยิ้มอำลาแบบอาลัยอาวรณ์เกินเหตุของชายหนุ่มอีกคน จากนั้นก็คว้ากระเป๋าถือ แล้วก้าวฉับๆ ออกไป

“ท่าทางจะเป็นนักจิตวิทยาขายดีว่ะปราณ ที่อื่นเขาคิดค่าปรึกษาเป็นชั่วโมง แต่คุณหมอรักสัตว์เป็นองครักษ์พิทักษ์คนอ้วนแกรับปรึกษาครั้งละแค่ครึ่งชั่วโมง หมดเวลาปุ๊บเธอตัดบทเดินหนีปั๊บ”

“แกว่าฉันจะทำให้ยายป่านวิ่งหัวซุกหัวซุนได้รึเปล่าวะกิต?” ปราณยังคิดถึงคำพูดท้าทายของพีต้า

กิตติยักไหล่ เป็นคำตอบที่แล้วแต่การตีความ ทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้

“ฉันต้องทำให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน” ปราณให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง

2 Responses so far »

  1. 1

    มด said,

    จอมวางแผนกันทั้งนั้นเลยนะคะ ขอให้ปราณหายได้ซักที

  2. 2

    eoung said,

    หมั่นไส้ปราณ ทำไม่ชอบคนอ้วนนะ อย่างนี้ก็คงต้องได้คนอ้วนเป็นแฟนอิอิอิ


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: