ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์ตอน 8 คิดว่าคนอ้วนมีความสุขนักรึไง!?

PS: ศุกร์นี้พบกันอีกแล้วค่ะ หลังจากต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงมานาน ในที่สุดปราณและมัสลินก็เริ่มเข้าโปรแกรมของนักจิตวิทยาและนักกำหนดอาหารเสียที

ภาพเด็กหญิงชายประมาณหกสิบคนที่ยืนบิดตัวไปมาตามเสียงเพลงจังหวะสนุกๆ ด้วยสีหน้าไม่เป็นสุขทำให้ปราณมีสีหน้าหนักใจ

แม้จะเคยฟังผ่านหูดูผ่านตาว่าปัจจุบันอัตราเด็กอ้วนพุ่งพรวดขึ้นตามอัตราการเติบโตของอาหารฟาสต์ฟู้ด แต่คิดไม่ถึงว่าโรงเรียนประถมที่มีเด็กนักเรียนสองร้อยคนจะมีเด็กอ้วนหรือเด็กน้ำหนักเกินถึงหกสิบคนเช่นนี้ เท่ากับหนึ่งในสามของนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับอัตราคนอ้วนและคนน้ำหนักเกินของประเทศ เป็นเหตุให้โรงเรียนต้องร่วมมือกับผู้ปกครองจัดโปรแกรมลดความอ้วนทั้งที่บ้านและโรงเรียน

พีต้าเริ่มให้ปราณเผชิญหน้ากับความอ้วนด้วยการพาเขามาเป็นอาสาสมัครนำเด็กอ้วนออกกำลังกาย

ขณะที่ปราณยังทำท่าทางเขินอายผสมกล้าๆ กลัวๆ อยู่ที่มุมสนาม กิตติผู้ที่พิตต้าเหน็บแนมว่าเป็นแฝดสยามของปราณออกไปยืดเส้นยืดสายทำท่ากระฉับกระเฉงแกมตลกเรียกเสียงหัวเราะของเด็กอยู่บนเวทีคู่กับครูฝึกอาสาสมัครเจ้าประจำเรียบร้อยแล้ว

“เห็นหน้าเด็กๆ พวกนี้มั้ยคะคุณปราณ?” พิตต้าเอียงคอถาม “รู้สึกมั้ยว่าพวกเขาไม่มีความสุขเลย เขาต้องถูกแยกจากเพื่อนๆ มาทำกิจกรรมกับพวกคนอ้วนด้วยกัน เขาจะต้องเจอกับสถานการณ์นี้ไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะผอม”

สายตาของพิตต้านำให้ปราณมองตามไปหยุดสายตาที่เด็กหญิงวัยประมาณสิบขวบแต่น้ำหนักน่าจะเกินหกสิบกิโลกรัมที่ขยับแข้งขาตามเพื่อนอย่างยากลำบาก

ความช่างจินตนาการของเขาเริ่มทำงาน เขาหวนนึกถึงมัสลินในวัยเด็ก ครั้งสุดท้ายที่เจอกันตอนที่คุณตาเขาและคุณปู่เธอยังมีชีวิตอยู่ มัสลินน่าจะอายุไม่เกินสิบขวบ ตอนนั้นมัสลินเป็นเด็กหญิงแก้มยุ้ย แต่ไม่เจ้าเนื้อถึงขั้นเด็กหญิงคนนี้

เขาจินตนาการถึงภาพในอีกสิบปีข้างหน้าของเด็กหญิงวัยสิบขวบคนนี้แล้วนึกเห็นใจขึ้นมาครามครัน

น่าแปลกที่เขาเห็นใบหน้าเด็กหญิงตอนโตเป็นใบหน้าของมัสลิน

กิตติและครูอาสาพาเด็กๆ กระโดดโลดเต้นด้วยท่าแปลกๆ เท่าที่นึกได้จนจบ ขณะที่ปราณยังไม่ขยับแข้งขยับขาเลยสักนิด เมื่อกิตติปล่อยแถวเด็กๆ เสียงเฮแสดงความดีใจดังลั่นสนาม บางคนวิ่งออกไปจากสนาม บางคนวิ่งเข้าไปจับไม้จับมือกิตติ ท่าทางตลก ๆ ของเขาทำให้เด็กๆ ชอบมาก

“ลองไปคุยกับน้องคนนั้นสิคะคุณปราณ” พิตต้ากระตุ้นให้เขาเดินไปคุยกับเด็กหญิงวัยสิบขวบน้ำหนักหกสิบที่เดินอย่างยากลำบากเพราะอ้วนมากจนขาเสียดสีกันไปนั่งหอบหายใจถี่ๆ ที่ม้าหินอ่อนข้างสนาม

เมื่อปราณไม่ยอมขยับตัว พิตต้าก็ถือโอกาสคว้าแขนเขาพาเดินไปนั่งกับเด็กหญิง กิตติซึ่งล้างหน้าล้างมือเสร็จก็ตามมานั่งด้วย

“สวัสดีค่ะ ขอพี่พีต้านั่งด้วยคนนะ หนูชื่ออะไรคะ?” พิตต้าชวนคุยอย่างอ่อนหวาน

“ชื่อน้องพราวค่ะ” เด็กหญิงตอบ หน้ายังแดงกล่ำ เหงื่อเต็มใบหน้า และยังหายใจถี่ๆ เหมือนเป็นโรคหอบหืด

“เหนื่อยหรือคะ?”

“น้องพราวหิว”เด็กหญิงตอบเสียงอ่อย

“โอ๋ๆ…งั้นไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันมั้ย น้าเลี้ยงเอง” กิตติเสนออย่างใจดี แต่พิตต้ากลับส่งสายตาเตือน

เขาให้มาชวนเด็กออกกำลังกายลดความอ้วน ไม่ใช่พาไปกินขนมหลังออกกำลังกาย

เด็กหญิงทำตาปริบๆ แล้วส่ายหน้า สีหน้าเศร้า

“น้องพราวกินไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าคุณครูกับคุณแม่รู้ว่าแอบกินขนม น้องพราวจะถูกทำโทษไม่ให้กินข้าวเย็นหนึ่งอาทิตย์ ต้องออกกำลังกายเพิ่มวันหยุด”

พิตต้าพลอยทำหน้าละห้อยไปกับน้องพราวด้วย

“น้องพราวหนักกี่กิโลคะ ต้องลดความอ้วนให้ได้กี่กิโล?”

“หกสิบสามกิโลค่ะ คุณครูบอกว่าช่วงแรกให้ลดให้ได้สิบกิโลก่อน”

“แล้วน้องพราวลดได้กี่กิโลแล้วคะ?” คราวนี้กิตติถามบ้าง

“แค่ครึ่งกิโลเอง” พูดแล้วทำหน้าเบ้เหมือนจะร้องไห้ พิตต้าต้องเอื้อมมือไปโอบไหล่ให้กำลังใจ

“ไม่เป็นไรหรอก ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อก่อนพี่พีต้าอ้วนกว่าน้องพราวอีกนะ ทำอย่างน้องพราวนี่แหละดีแล้ว ออกกำลังกายทุกวัน ไม่กินขนมหวานๆ ไม่กินจุบกินจิบก็ผอมได้ คนเก่งอย่างน้องพราวต้องทำได้อยู่แล้ว สู้เขาๆ” พิตต้าคว้ามือเด็กหญิงชูขึ้นแล้วเขย่าเป็นจังหวะ

“ใช่ น้องพราวต้องเอาพี่พีต้าเป็นตัวอย่างนะ โตขึ้นจะได้สวยเหมือนพี่เขาไง” กิตติเสริมพลางหลิ่วตาให้พิตต้าที่เผลอตวัดค้อน

เด็กหญิงค่อยยิ้มออกหลังจากนั่งพักหายเหนื่อยแล้ว เด็กหญิงพราวก็ค่อยเดินเอยงเหมือนโยกตัวซ้ายทีขวาทีออกไปอย่างลำบากยากเย็น พิตต้าลอบมองสายตาปราณขณะที่ทอดมองเด็กหญิงพราวอย่างสงสาร

เธอบรรลุวัตถุประสงค์ในการมาที่นี่ในวันนี้แล้ว เธออยากทำให้ปราณรู้เห็นด้วยตาตัวเองว่าคนอ้วนส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์ทรมานกับน้ำหนักตัวของตัวเองแค่ไหน แล้วยังต้องมาทนทุกข์ที่ถูกแยกกลุ่มจากสังคมและการถูกกดดันจากคนรอบข้างอีกด้วย

นี่เป็นขั้นแรกของแผนการบำบัดการกลัวคนอ้วนของเธอ

“ลองจินตนาการดูนะคะ สมมุติว่าน้องพราวคนนี้คือคุณป่านตอนเด็กๆ คุณเข้าใจหรือยังคะว่าคุณป่านต้องเจออะไรมาบ้าง และรู้สึกอย่างไงที่คุณแหวะใส่เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน?”

ปราณเหลือบตาสบตาพีต้า ประกายตาเจิดจ้าของเธอประกอบกับคำถามกระทบใจทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะ แม้จะเข้าใจว่าพีต้าต้องการให้เขาเห็นอกเห็นใจคนอ้วน แต่เธอไม่น่าแสดงความจริงจังราวกับเป็นมัสลินเสียเองอย่างนี้นี่นา

“คุณพีต้าครับ” กิตติเรียกขาน เมื่อพีต้าหันไปมอง เขาทำท่าโล่งอก

“แสดงว่ายังอยู่ นึกว่าถูกคุณป่านเข้าสิง”

“คุณกิตติ!” พิตต้าเรียกชื่อเขาเสียงเข้ม แต่เมื่อสบตาเป็นประกายขี้เล่นของเขาจึงรู้ตัวว่าหลงกล แต่เริ่มรู้สึกตัวว่าลืมตัวเข้าข้างมัสลินมากเกินไป เธอปรับสีหน้าให้ราบเรียบได้อย่างรวดเร็ว

“ก็แค่ยกชื่อคุณป่านมาเป็นตัวอย่าง แต่ความจริงแล้วพีต้าอยากจะบอกว่าคนอ้วนแทบทุกคนต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ พอเจอบ่อยๆ แรงๆ ก็คงรู้สึกเหมือนคุณป่านนั่นแหละ ตอนแรกเสียใจถึงขั้นฆ่าตัวตาย ต่อมาโกรธ แล้วอาละวาด”

ปราณเผลอหลบตาเมื่อนักจิตวิทยาสาวตวัดสายตามามอง

“ผมจะพยายามปรับทัศนคติเกี่ยวกับคนอ้วนให้ดีขึ้นครับ” เขารับคำเสียงเบาคล้ายไม่แน่ใจ

มัสลินเขม่นตามองหนังสือกองโตที่วางอยู่ที่โต๊ะรับแขกซึ่งผู้เป็นพ่อช่วยพิตต้าขนมาจากรถอย่างสงสัย หยิบดูสองสามเล่มแล้วรีบวางไว้ที่เดิมเหมือนเป็นหนังสือต้องห้าม

มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลดความอ้วนทั้งไทยและเทศนับสิบเล่ม บางเล่มรู้สึกคุ้นหูคุ้นตาเพราะเป็นหนังสือขายดีที่สมาชิกบล็อกช้างยิ้มเคยหยิบยกมาพูดคุย

“เหมือนจะอวดภูมิว่าเป็นนักกำหนดอาหารอินเตอร์งั้นแหละคุณย่า” เธอชะโงกหน้าไปกระซิบกระซาบกับมาลินี

“ก็เราไปตั้งคำถามว่าเขาเป็นนักกำหนดอาหารตัวจริงรึเปล่าไม่ใช่รึ?” ผู้เป็นย่ากระซิบตอบ

ก่อนหน้านี้มัสลินแอบพูดกับผู้เป็นย่าโดยจงใจให้พิตต้าได้ยินว่า “ไม่รู้ว่าเป็นนักกำหนดอาหารตัวจริงหรือตัวปลอมนะย่า ตั้งแต่เจอกันนี่ยังไม่เคยพูดเรื่องโภชนาการเลย”

หลังจากนั้นไม่กี่วัน พิตต้าก็เริ่มวุ่นวายกับการวัดน้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบเอว สะโพก และต้นขาของเธอราวกับเป็นช่างตัดเสื้อ ซักถามตารางกิจวัตรประจำวัน ประวัติการกินอาหาร ประวัติคนในครอบครัวจากคุณย่าของเธออย่างละเอียดละออ

“พี่ต้องรู้ทุกเรื่อง บางทีเรื่องเล็กน้อยอาจเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้สิ่งที่เราลงทุนลงแรงไปทั้งหมดล้มเหลวได้” พิตต้ายืนยันถึงความจำเป็นเมื่อมัสลินต่อต้านและโต้แย้ง

มัสลินจึงประชดด้วยการบอกเวลาขับถ่ายและสีสันของอุจจาระแถมให้ด้วย พิตต้ากลับพยักหน้ารับช้าๆ อย่างพอใจพลางบอกว่า “มีประโยชน์ดีมาก” จากนั้นก็เลกเชอร์เรื่องดัชนีบ่งชี้สุขภาพโดยดูจากสีของอุจจาระให้เป็นของแถม คนที่รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจและตื่นตาตื่นใจคือมาลินีผู้เป็นย่า ส่วนมัสลินหลานสาวได้แต่นั่งนึกเจ็บใจว่าไม่น่าเปิดทางให้พิตต้าแสดงภูมิเลย

พิตต้ายังเคี่ยวเข็ญให้มัสลินไปตรวจสุขภาพชุดใหญ่อีกด้วย

“เราต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงได้เพื่อจะได้ดูความแตกต่างระหว่างบีฟอร์แอนด์อัฟเตอร์ หลังจากนี้สามเดือน พี่จะให้ป่านไปตรวจร่างกายอีกครั้ง เอาผลมาเปรียบเทียบกันตัวต่อตัวเลยว่าไขมันดี ไขมันเลว ความดัน ระดับน้ำตาลในเลือด การตกตะกอนเลือดเป็นอย่างไง แล้วป่านจะเข้าใจว่าทั้งหมดทั้งปวงที่เราทำก็เพื่อตัวเราเอง เพื่อสุขภาพของเรา ไม่ใช่เพื่อผู้ชายที่ไหน” เธอเน้นวลีสุดท้ายแบบใส่อารมณ์

ตอนนั้นคุณมาลินีพยักหน้าหงึกๆ แสดงความเห็นด้วยอย่างเต็มที่

เสียงโทรศัพท์มือถือของนนท์ดังขึ้น นนท์หยิบโทรศัพท์เดินห่างออกไปเหมือนมีความลับ

มัสลินหันไปพยักพเยิดให้ผู้เป็นย่ามองผู้เป็นพ่อที่รับโทรศัพท์แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนหนุ่มน้อยจีบสาวแรกรุ่นทั้งๆ ที่อายุเลยเลขห้ามาหลายปีแล้ว

“คุยกับแฟนอีกแล้วหละย่า”

“ท่าทางเหมือนตอนจีบกับแม่ป่านใหม่ๆ เลย”

“ย่ารู้รึเปล่าว่าแฟนใหม่พ่อเป็นใคร?”

“ไม่รู้สิ เขาไม่ได้บอก”

มัสลินนั่งไขว่ห้าง ใช้ศอกเท้าเข่า มือลูบคางท่าทางครุ่นคิด นึกไม่ออกว่าผู้จะพ่อเอาเวลาที่ไหนไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิง เพราะวันๆ เอาแต่วุ่นวายกับเรื่องธุรกิจและลูกสาวจอมวุ่นอย่างเธอ

“พ่อมีแฟนแล้วหรือ?” มัสลินออกปากถามตรงๆ เมื่อผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้ามา พร้อมกับหนังสือเล่มหนาสองเล่มสุดท้าย

นนท์ยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย

“ป่านเคยบอกให้พ่อแต่งงานใหม่ได้ไม่ใช่หรือ?”

“แต่ป่านมาคิดดูอีกที การแต่งงานของพ่อก็ควรจะมีประโยชน์สามเด้งถึงจะคุ้ม นอกจากพ่อจะมีความสุข ธุรกิจของเราก็ควรจะมั่นคงด้วย และเหนือสิ่งอื่นใดลูกสาวพ่อก็จะมีความสุขเพราะไม่ต้องแต่งงานกับผู้ชายขี้โรคโรคจิตอย่างนายปราณ เพราะฉะนั้นพ่อไปจีบอาปิ่นดีกว่า ป่านอนุมัติ”

ทั้งคุณพ่อและคุณย่าอ้าปากค้างกับข้อสรุปที่นึกไม่นึก

“ทำแบบอย่างป่านว่าก็ดีเหมือนกันนะนนท์” มาลินีเริ่มเห็นดีเห็นงาม

นนท์ทำหน้าตกใจสุดขีด

พิตต้าซึ่งเดินถือหนังสือชุดสุดท้ายเข้ามาเหลือบตามองนนท์แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างแบบไม่มีปี่มาขลุ่ย

คราวนี้นนท์ทำหน้าเก้อเหมือนปั้นสีหน้าไม่ถูกและมีแววขัดเขินนิดๆ

“เป็นแผนการที่น่าสนใจค่ะ แต่ตอนนี้พี่ขอคุยเรื่องป่านก่อนละกัน พี่อุตส่าห์สละวันหยุดทั้งวันให้ป่านเลยนะ”

มัสลินระบายลมหายใจอย่างเสียดาย พิตต้าไม่น่าเข้ามาขัดจังหวะเลย เธออยากโน้มน้าวให้พ่อรับปากว่าจะจีบปิ่นมณีในวันนี้เสียด้วยซ้ำ

“เอาหนังสืออะไรมาเยอะแยะ จะไปให้นักศึกษาที่ไหนอ่านจ๊ะ?” มาลินีถาม พิตต้าเคยบอกว่าบางครั้งก็ต้องไปเป็นอาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัย

พิตต้าฉีกยิ้มกว้างให้สองย่าหลาน

“เอามายืนยันว่าเป็นนักกำหนดอาหารตัวจริงค่ะ” พูดพลางเหลือบตามองมัสลิน

“เอามาให้ป่านอ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งค่ะ ถ้าอ่านจบเมื่อไหร่มีชุดใหญ่อีก”

มัสลินทำหน้าหมดแรงบันดาลใจขึ้นมาทันที

“โอย…ไม่ไหวมังคะ เล่มหนาใหญ่ขนาดนี้ใช้หนุนหัวอาจคอเคล็ดได้ อ่านปีหนึ่งก็ไม่จบ เอาเป็นว่าป่านเชื่อว่าพี่พิตต้าเป็นนักกำหนดอาหารที่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะจากสหรัฐอเมริกาตัวจริงเสียงจริง”

พิตต้าหัวเราะเสียงดังตามประสาคนเปิดเผย นอกจากตั้งใจเอาหนังสือเล่มใหญ่มาสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักกำหนดอาหารอินเตอร์ของตัวเองแล้ว เธอยังต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโปรแกรมลดความอ้วนของตัวเองอีกด้วย

“ก่อนจะเริ่มโปรแกรมแบบจริงๆ จัง พิตต้าอยากเล่างานเขียนเกี่ยวกับอาหารลดความอ้วนให้ฟังซักสองสามเล่มพอเป็นไอเดียค่ะ” ว่าพลางหยิบหนังสือหนังสือภาษาอังกฤษปกแข็งชื่อ South Beach Diet มาโชว์หน้าปกให้ทุกคนดูโดยค่อยๆ เปลี่ยนมุมเหมือนพรีเซนเตอร์โฆษณาหนังสือ “

เล่มนี้คุณหมอโรคหัวใจเป็นคนเขียนค่ะ เพราะฉะนั้นเขาจึงเน้นอาหารที่ทำให้หัวใจแข็งแรง เขาแนะนำให้กินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีทแทนแป้ง ข้าว และน้ำตาลขัดขาว ให้กินผักผลไม้เยอะ ๆ โดยเฉพาะผลไม้ไม่หวาน กินไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายและสมองให้พอเพียง เช่น โอเมก้า 3 ที่ขาดไม่ได้คือการออกกำลังกาย”

มัสลินทำจมูกย่น หันไปส่ายหน้ากับผู้เป็นย่า พลางยกมือป้องปากแต่จงใจพูดให้ทุกคนได้ยินว่า “ไม่ใช่แนวป่าน”

“เล่มนี้ชื่อ Japanese Women Don’t Get Old or Fat เขาบอกว่าที่ผู้หญิงญี่ปุ่นไม่อ้วนไม่แก่เพราะชอบกินปลา กินเต้าหู้ กินถั่วเหลือง กินผักเยอะ กินอาหารคำเล็กๆ แล้วก็ออกกำลังกายทุกวัน คนญี่ปุ่นเดินกันวันละหลายกิโลนะ แหล่งปีนเขาทั่วโลกมีคนญี่ปุ่นเป็นขาประจำทั้งนั้น คนแก่ที่สุดที่ทำสถิติปีนเอเวอเรสต์ก็เป็นคนญี่ปุ่น”

“ป่านไม่ชอบกินเต้าหู้แล้วก็ขี้เกียจเดินด้วย” หญิงสาวตัดบท โดยไม่สนใจสายตาปรามของผู้เป็นพ่อ

“ส่วนเล่มนี้ชื่อ The GI Diet เรื่องดัชนีน้ำตาลหรือจีไอนี่กำลังฮิตในแวดวงโภชนาการและอาหารลดความอ้วน ในหนังสือเล่มนี้เขาอธิบายว่าอาหารที่จีไอสูงให้โทษกับร่างกาย เพราะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงพรวดพราด ร่างกายต้องรีบหลั่งอินซูลินมาปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ จะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลิน น้ำตาลในเลือดจะสูงต่อเนื่องทำให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน อาหารจีไอสูงก็พวกแป้งและน้ำตาลขัดขาวทั้งหลาย เขาแนะนำนำให้กินอาหารจีไอต่ำ พวกข้าวกล้อง อาหารมีกากใยพวกผัก ส่วนผลไม้ก็ต้องเป็นผลไม้ที่ฉ่ำน้ำแต่ไม่หวานมาก ที่สำคัญคือต้องออกกำลังกาย”

“ป่านชอบกินเบเกอรี่”

“ส่วนเล่มนี้ชื่อ…”

นนท์รีบยกมือห้ามก่อนที่พิตต้าจะหยิบหนังสือเล่มต่อไปขึ้นมาบรรยายสรรพคุณ โดยมีมัสลินคอยหันไปพยักพเยิดกับผู้เป็นย่าและให้ความเห็นแย้งเป็นระยะๆ อย่างน่าหมั่นไส้ทั้งย่าทั้งหลาน

“ฟังที่พิตต้าพูดมันก็คล้ายๆ กันไม่ใช่หรือ? กินอาหารไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตต่ำ ออกกำลังกาย” นนท์พยายามช่วยสรุป

พิตต้าพยักหน้าพลางส่งยิ้มขอบคุณ เธอรู้ว่านนท์พยายามช่วยทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เธอถอดใจกับคนไข้หัวรั้นสุดดื้อไปเสียก่อน

“ถูกต้องแล้วค่ะ พิตต้ากำลังจะบอกว่ามีหนังสือลดความอ้วนออกใหม่ทุกเดือน เดือนละหลายเล่ม จนทำให้คนอ่านสับสนถอดใจ แต่ความจริงหนังสือพวกนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นหยุดแสวงหา และเริ่มวิธีง่าย ๆ เดี๋ยวนี้! แอ็คนาว!” ว่าพลางฟันมือฉับไปที่คนไข้สาวที่ทำท่าง่วงเหงาหาวนอน

“พี่พิตต้าบอกมาเลยดีกว่าว่าต้องทำอย่างไง” มัสลินตัดบทเหมือนรำคาญ ”แต่บอกก่อนนะว่าป่านจะทำก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องง่าย สะดวก ไม่เหนื่อย ไม่เสียเวลา” หญิงสาวเน้นเงื่อนไขแต่ละข้ออย่างชัดเจนจนน่าหมั่นไส้ “ถ้ามันยุ่งยากนักก็จะกินยาลดความอ้วนอัดเข้าไปเลย”

นนท์ชักสีหน้าใส่ลูกสาวหัวดื้อ

นักกำหนดอาหารสาวยังยิ้มรับอย่างใจเย็น เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มปกผ้าไหมสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ออกมาจากกระเป๋าเอกสารสีเงินแสนเก๋ เปิดสมุดไล่นิ้วไปตามหัวข้อที่ต้องการช้าๆ พูดโดยไม่เงยหน้าว่า

“พี่มีสถิติที่น่าสนใจนะว่าจากการเก็บตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในการลดความอ้วนประมาณหกพันคน 98 เปอร์เซนต์ลดได้เพราะปรับเรื่องอาหาร ในจำนวนนี้ 94 เปอร์เซนต์เพิ่มกิจกรรมทางกาย ส่วนใหญ่เป็นการเดิน”

“อ๋อ…”คุณมาลินีพยักหน้าหงึกๆ หันไปพยักพเยิดกับหลานสาว “ไม่อยากหรอกลูก”

มัสลินทำจมูกย่นใส่

“หลักการลดความอ้วนง่ายๆ ก็คือควรกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และกินเท่าที่ร่างกายต้องการเท่านั้น กินเข้าไปเท่าไรก็ควรใช้พลังงานให้สมดุลกัน ถ้ากินมากใช้พลังงานน้อย พลังงานเหล่านี้ก็จะไปสะสมในรูปไขมันตามพุงตามต้นขา” ว่าพลางเหลือบตามองไปที่ช่วงกลางลำตัวของมัสลินที่ในยามนั่งผ่อนคลายเช่นนี้ดูเหมือนมีห่วงยางอันใหญ่ปูดออกมารอบๆ เอว

มัสลินรีบแขม่วพุงพร้อมกลั้นหายใจแล้วหันไปค้อนขวับผู้เป็นพ่อที่อมยิ้มและส่งสายตาล้อเลียน

“หลักการง่ายๆ แต่ทำยาก” มัสลินบ่นเสียงดัง “ถ้าง่ายแบบนั้นคนก็ผอมสวยกันทั้งเมืองแล้วสิ”

“แต่ก็ไม่ยากไปสำหรับคนที่พยายามนะลูก” นนท์เสริม

“พ่อก็พูดได้สิ พ่อไม่ได้เป็นคนลดนี่!”

“เถอะน่า…” นนท์เอื้อมมือมาโอบไหล่ลูกสาวพลางตบหลังเบาๆ อย่างใจเย็น “ค่อยเป็นค่อยไป ได้เท่าไรเท่านั้น”

พิตต้าเป็นคนบอกนนท์ว่าการกำหนดเป้าหมายเป็นสิ่งดีแต่ต้องเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและสามารถทำได้ ไม่ใช่เป้าหมายที่สร้างความกดดันจนทำให้หมดกำลังใจ นอกจากนี้คนบางคนอาจมุทะลุทำให้ถึงเป้าหมายที่อาจเป็นอันตรายได้ การลดความอ้วนที่ไม่เป็นอันตรายควรลดสัปดาห์ละไม่เกิน 1-2 กิโลกรัม ไม่อย่างนั้นร่างกายจะทรุดโทรมและเจ็บป่วยในที่สุด

“ใช่แล้วค่ะ พี่จะกำหนดหลักเกณฑ์การลดความอ้วนที่อิงกับหลักวิชาการไปเสนอคุณปิ่น แทนที่จะพูดลอยๆ ว่าต้องลดให้ได้สิบกิโลยี่สิบกิโล เราจะยื่นข้อเสนอว่าเราจะลดให้ได้เกณฑ์มาตรฐานตามหลักการดัชนีมวลกาย หรือ บอดี้ แมส อินเดกซ์ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากล” พิตต้าพูดพลางพลิกสมุดบันทึกไปหน้าที่ต้องการ

“พี่คำนวณดัชนีมวลกายของป่านมาให้แล้วจ้ะ ดูสิสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบ น้ำหนักแปดสิบกิโลกรัม เอาน้ำหนักเป็นกิโลเป็นตัวตั้งหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ได้ผลเท่ากับ 27.6 เห็นมั้ยคะไม่น่าเป็นห่วงเลย” พิตต้ายื่นสมุดบันทึกหน้าที่คำนวณดัชนีมวลกายให้ทุกๆ คนดู

“แล้วเท่าไรถึงจะน่าเป็นห่วงฮึหนู?” มาลินีถามอย่างสงสัย สมกับที่หลานสาวคนโปรดเคยค่อนแคะว่า “ขนาดอายุเจ็ดสิบยังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น”

“ดัชนีมวลกายมาตรฐานอยู่ที่ 18.5-25 ค่ะ ถ้าต่ำกว่า 18.5 ถือว่าผอมเกินไป ถ้าเกินยี่สิบห้าถือว่าน้ำหนักเกิน แต่ถ้าเกิน 30 ถือว่าอ้วน…เห็นมั้ยคะว่าป่านยังไม่เข้าข่ายอ้วน แค่น้ำหนักเกินนิ้ดหน่อย” เธอยกมือขึ้นใช้ปลายเล็บนิ้วโป้งกับนิ้วกลางชนกัน ราวกับจะบอกว่า “แค่ขี้เล็บ”

“ลดอีกแค่สิบกิโลก็ได้มาตรฐานแล้วค่ะ”

“แค่สิบกิโลเองลูก” มาลินีหันไปบอกกล่าวหลานสาวอย่างยินดี โดยเน้นที่คำว่า “แค่” เป็นพิเศษ

มัสลินทำหน้าเหยเก

“ตั้งสิบกิโลเชียวนะย่า!” มัสลินเน้นคำว่า “ตั้ง” พร้อมกับเบิกตากว้างเหมือนเจอเรื่องตกใจสุดขีด

นนท์หันมามองลูกสาวสีหน้าหนักใจ มัสลินเลยแกล้งถามประชดว่า

“ถ้าไม่ได้มาตรฐานจะคัดทิ้งหรือไงคะพ่อ?”

“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอกลูก” นนท์ลากเสียงตอบอย่างใจเย็น “ต่อให้อ้วนกว่านี้พ่อก็รักป่านนะ แต่พ่ออยากให้ป่านแข็งแรงสุขภาพดี ตอนนี้เลิกสนใจเรื่องอาปิ่นกับปราณไปเลย คิดว่าลดเพื่อตัวเองนะป่านนะ ลองดูสักสามเดือน แล้วเอาผลตรวจร่างกายมาเปรียบเทียบกันดู”

หญิงสาวเบ้ปาก รู้หรอกว่าพ่อพูดหลอกล่อเอาใจ สุดท้ายก็ทำเพื่อธุรกิจตัวเองนั่นแหละ

“เพื่อนป่านบางคนลดแทบตายไม่มีวันผอม กินนิดเดียวก็อ้วน เพราะมียีนอ้วน ตอนนี้เขาพูดเรื่องยีนตัวนี้กันทั้งนั้น อย่าพวกฝรั่งน่ะมียีนนี้เกินครึ่ง พออายุมาก ต่อให้ออกกำลังแทบตาย กินน้อยเหมือนแมวดมก็ยังอ้วนเอาอ้วนเอา” เธออ้างเรื่องที่สมาชิกบล็อกช้างยิ้มเพิ่งหยิบยกมาคุยกันและผลวิจัยที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์นานาชาติ

พิตต้ายิ้มรับสีหน้ามั่นใจ โชคดีที่เธอศึกษาเรื่องนี้ เรื่องความอ้วนกับพันธุกรรมมาพอสมควร

“คุณแม่ของป่านอ้วนมั้ยคะ?” เธอหันไปถามนนท์ นนท์ส่ายหน้า

“ออกจะผอมเสียด้วยซ้ำ” คุณมาลินีเสริม

พิตต้าหันไปยิ้มกับมัสลิน “ถ้าอย่างงั้นก็สบายใจไปเปราะหนึ่ง”

“ทำไมคะ?” มัสลินสงสัย

“เรื่องยีนอ้วนในคนผิวขาวน่ะเป็นความจริงค่ะพี่ไม่เถียง แต่ในคนเอเชียมียีนอ้วนตัวนั้นน้อยมาก ส่วนที่พี่ถามเรื่องคุณแม่ของป่านเพราะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเขาเก็บข้อมูลเป็นพันตัวอย่างเลยนะ สรุปออกมาถ้าทั้งพ่อและแม่อ้วนโอกาสที่ลูกจะอ้วนมีถึง 80 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าพ่อและแม่ไม่อ้วนโอกาสที่ลูกจะอ้วนมีแค่ 14 เปอร์เซนต์เท่านั้น” พิตต้าอ้างอิงตัวเลขด้วยความมั่นใจราวกับมีเอกสารกางอยู่ในสมอง

 “แล้วทำไมป่านอ้วนล่ะ?” คุณมาลินีถาม

“ก็เพราะคุณแม่ตามใจหลาน หาของกินมาปรนเปรอไม่หยุดปากน่ะสิครับ” นนท์ตอบแทนพิตต้า คุณมาลินีค้อนขวับ ย้อนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ว่า

“แกเองก็เหมือนกันแหละน่านนท์ เมื่อก่อนพายายป่านไปกินไก่ทอดทุกวัน”

“อย่าโทษกันเลยค่ะ” พิตต้ารีบห้ามทัพ “สิ่งที่พิตต้าจะบอกก็คือป่านมีโอกาสลดความอ้วนได้ เพราะไม่มีปัญหาเรื่องยีนอ้วน แต่อ้วนเพราะพฤติกรรมการกินและสิ่งแวดล้อม คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าป่าน จะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือไม่”

“เปลี่ยนอย่างไงล่ะพี่พิตต้า ให้อดข้าวหิวจนไส้กิ่วน่ะไม่เอานะ แล้วจะให้ป่านไปอ่านตำรา แล้วใช้นิ้วจิ้มเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งก็ไม่เอา ป่านไม่ใช่พวกที่ยึดหนังสือฮาวทูเป็นคัมภีร์ชีวิต”

ท่าทางยอกย้อนและพูดจาฉอดๆ ของลูกสาวสร้างความหนักใจให้นนท์ไม่น้อย เขาลอบส่งสายตาขออภัยให้พิตต้า กลัวเธอจะถอดใจกับคนไข้หัวแข็งคนนี้เสียก่อน เมื่อเห็นพิตต้ายังยิ้มออก เขาค่อยสบายใจขึ้น

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ในฐานะที่เคยอ้วนมาก่อน พี่เข้าใจความรู้สึกคนอ้วนด้วยกันดี รับรองว่าป่านจะไม่หิวไม่ทรมาน เดี๋ยวพี่จะจัดโปรแกรมอาหารและโปรแกรมออกกำลังกายให้ รวมทั้งโปรแกรมปรับวิธีคิดให้มองโลกเชิงบวกมากขึ้น”

มัสลินทำท่าข้องใจกับโปรแกรมหลังสุด

“อย่าบอกนะว่าจะสะกดจิตป่าน” เธอพูดดักคอไว้ก่อน

“ไม่ถึงขั้นสะกดจิตหรอกค่ะ แค่ใช้การสร้างภาพในจินตนาการประกอบกับเสียงเพลงเพื่อทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น”

มัสลินทำหน้าย่น

“ไม่เข้าใจ”

“เอาไว้จะเล่าให้ฟังตอนหลังค่ะ พี่มีเพื่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เคยใช้เทคนิคนี้แก้ไขคนที่มีปัญหาติดข้องทางจิต และใช้กับคนอ้วนสติแตกอย่างพี่ได้ผลมาแล้ว” พิตต้าบอกเล่า

“ขั้นแรกเราจะพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนประเภทอาหาร เปลี่ยนการให้น้ำหนักอาหารแต่ละมื้อก่อน จากที่ป่านไม่กินอาหารเช้าเลย ให้กินอาหารเช้าได้เต็มที่และครบครัน จากสถิติคนที่ลดความอ้วนได้ที่พี่บอกเมื่อกี๊เขาระบุว่า 78 เปอร์เซนต์กินอาหารเช้าที่มีคุณภาพทุกวัน พี่ให้ป่านกินอาหารกลางวันปกติ ส่วนอาหารเย็นลดปริมาณลง และกินเร็วขึ้น ควรกินก่อนหกโมงเย็น ก่อนนอนไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำ ออกกำลังกายด้วยการเดินวันละชั่วโมง แล้วก็นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง แล้วมาดูกันว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือไม่”

“เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตรงไหน?” มัสลินไม่เห็นด้วยเมื่อกิจกรรมโปรดถูกกระทบ

พิตต้ารู้มาว่ามัสลินใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละมากกว่าสิบชั่วโมง มาลินีบอกว่าบางคืนมัสลินนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งคืน พอถูกห้ามมัสลินก็มักจะย้อนว่า คนเป็นโปรแกรมเมอร์ ไม่ให้อยู่กับคอมพิวเตอร์จะให้ไปอยู่กับแมวที่ไหน

“62 เปอร์เซนต์ของคนที่ลดความอ้วนได้ ดูทีวีอาทิตย์ละไม่เกิน 10 ชั่วโมง ก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์นี่แหละ ถ้าอยู่หน้าจอน้อยลงก็จะเครียดน้อยลงและมีเวลานอนมากขึ้น ไม่ต้องหิวโซควานหาของกินกลางดึก มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าการนอนน้อยและนอนไม่เป็นเวลาและความเครียดเกี่ยวพันกับการหลั่งเคมีของสมองที่ควบคุมเกี่ยวกับการกินและย่อยอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับความอ้วนโดยตรง รู้มั้ยคะว่าเวลานอนร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตหรือที่เรียกว่าโกรธฮอร์โมนออกมาเพื่อสลายไขมันเป็นพลังงานหรือนำโปรตีนไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อ ถ้านอนน้อยกิจกรรมพวกนี้ไม่เกิด ก็จะอ้วน อ้อ…” ว่าพลางเหลือบตาดูข้อมูลที่จดในสมุดโน้ตเล่มใหญ่

“พี่เพิ่งอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เขาเสนอในที่ประชุมของสมาคมเพื่อการศึกษาโรคอ้วนแห่งอเมริกาเหนือ บอกว่า คนที่นอนหลับวันละ 4 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น มีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วนมากขึ้นถึง 73 เปอร์เซนต์ ส่วนคนที่นอนแค่ 5 ชั่วโมงก็จะมีโอกาสอ้วนมากกว่าคนนอนหลับเป็นปกติถึง 50 เปอร์เซนต์ ที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะ คนนอนน้อยจะมีระดับฮอร์โมนเกรห์ลินที่มีหน้าที่ทำให้คนเราอยากรับประทานเพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการนอนน้อยจึงอาจกลายเป็นชนวนสั่งให้ร่างกายเพิ่มการนำเข้าอาหารและสะสมเป็นไขมันเอาไว้”

มัสลินทำคอตกตีหน้าเบื่อหน่าย

“ป่าน” พิตต้าเรียกชื่อหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดและสีหน้าจริงจังขึ้นเมื่อมัสลินทำหน้าว่างเปล่าเหมือนไม่รับรู้เรื่องราวที่เธอพูด ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลทางวิชาการใหม่ๆ ที่เธอค้นหาทางอินเตอร์เนตมาหลายวัน

“เราคุยเรื่องนี้กันมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มเข้าโปรแกรมเลยนะ ถ้าต้องการช่วยคุณพ่อ ต้องการเอาคืนนายปราณ ป่านก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้”

มัสลินสบตาพิตต้า เห็นแววตาเข้มงวดจริงจังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ขืนชักช้าไม่ทันนายปราณนะจะบอกให้ เขาเริ่มบำบัดตั้งนานแล้ว”

“พี่พิตต้ารู้ได้อย่างไง?”

พิตต้ายิ้มอมภูมิ

“ก็บอกแล้วไงว่าพี่เป็นมืออาชีพ”

พิตต้ายื่นแผ่นกระดาษหลายแผนให้ เมื่อเหลือบตาดูคร่าวๆ พบว่ามีตารางการคำนวณจีไอของอาหารแต่ละชนิด ตารางการกินอาหารแต่ละมื้อในแต่ละวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน ตารางการออกกำลังกาย และเวลาการเข้านอนอย่างละเอียด

“โอ้โฮ พี่พิตต้าทำเหมือนป่านเป็นนักเรียนอนุบาลเลยนะนี่”

แววตาของพิตต้าทำให้มัสลินรู้ว่าเธอไม่สามารถโยกโย้ได้อีกต่อไปแล้ว ขณะเดียวกันก็เกิดแรงฮึดว่าเธอจะแพ้นายปราณขี้โรคไม่ได้เด็ดขาด รับรองว่าผลการรักษาของเธอต้องก้าวหน้ากว่าเขาแน่นอน

6 Responses so far »

  1. 1

    มด said,

    อ่านแล้วสงสารเด็กอ้วนจริงๆเลย ท่าทางจะทรมานมิใช่น้อย

  2. 2

    K.T. said,

    เห็นเด็กอ้วนๆ น่ารักดี ไม่คิดว่าจะลำบากขนาดนี้

  3. 5

    L said,

    เด็กอ้วนๆ น่ารักดี

  4. 6

    Raintree said,

    เอ ว่าแต่ตอนที่เจ็ดอยู่ไหนเหรอคะ


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: