ยายอ้วนเจ้าเสน่ห์ตอน 9 “เจ็บตัว” ครั้งที่สอง

เมทินีเดินกอดแขนปราณ ขณะที่ปราณโอบเอวประคองก้าวเข้ามาในร้านกาแฟซึ่งเป็นสถานที่นัดพบประจำ ปราณรีบเลื่อนเก้าอี้ให้ เมทินีกระซิบขอบคุณที่ข้างหู จากนั้นก็นั่งโน้มตัวเข้ามาคุยกันจนศีรษะแทบชนกัน

ไม่ถึงนาทีเมทินีหลิ่วตาให้ปราณเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตาดีแต่งตัวสุดเนี้ยบเดินตรงดิ่งไปนั่งที่โต๊ะด้านหลังปราณ สั่งเครื่องดื่มโดยไม่เสียเวลาดูเมนู หยิบคอมพิวเตอร์มาเปิด แล้วทำทีเป็นสนใจกับหน้าจอ ดูราวกับเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่จะปล่อยให้เวลาเป็นเงินเป็นทองผ่านเลยไปไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว

ปราณเหลือบตามองผ่านผนังกระจก เขาจำได้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนเดียวกับชายหนุ่มหน้าเนียนใสแต่งตัวเนี้ยบที่เคยแอบสะกดรอยตามเขากับเมทินีเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ร้านเดียวกัน

เขาเชื่อว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นนักสืบที่นนท์หรือมัสลินส่งมา เพราะหลังจากนั้นมารดาเขาก็ออกปากถามถึงเมทินี ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเล่าเรื่องเมทินีให้ฟังมาก่อน ต่อมามัสลินก็พูดถึงเมทินีโดยหาว่าเขาคิดแผนหลอกให้เธอลดความอ้วน ทั้งๆ ที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว

ไม่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้จะเป็นใคร วันนี้ปราณกับเมทินีกำลังเล่นแผนตลบหลังคนผู้นั้น

“ยายป่านนี่ก็แปลกนะคะปราณ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองอ้วนเป็นฮิปโป ทั้งๆ ที่รู้ว่าปราณกลัวคนอ้วนยังไม่ยอมเลิกรา” เมทินีพูดเสียงดังทั้งๆ ที่นั่งศรีษะห่างกันไม่ถึงฟุต

“แล้วดูสิ พอไม่ได้ดังใจก็แต่งเรื่องไปประจานในบล็อกของพรรคพวกตัวเอง…ถึงขนาดตามไปอาละวาดถึงที่บ้าน ช่างเป็นผู้หญิงอ้วนที่ไร้สมองไร้เหตุผลจริงๆ” ว่าพลางเชิดหน้าแล้วตวัดสายตาค้อนราวกับบุคคลที่สามที่เธอเอ่ยถึงอยู่ในสถานที่นี้ด้วย

“เขาคงเป็นแบบนี้มานานและคงเป็นไปตลอดชีวิต แก้ไม่ได้หรอกครับ ช่างเขาเถอะ”

“ช่างไม่ได้สิปราณ!” เมทินีพูดท่าทางขึงขัง “เรื่องในบล็อกช้างยิ้มน่ะ ละเมิดสิทธิของคนอื่นชัดๆ เลย”

“เราเอาผิดเขาไม่ได้หรอกครับ เขาไม่ได้ออกชื่อผม”

“แต่เขาหมายถึงคุณ! ชายขี้โรคก็คือคุณ!” เมทินีเน้นชัดถ้อยชัดคำ

ปราณถอยตัวกลับมาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอก พลางลอบมองผ่านกระจกมองหลัง เห็นชายผู้นั้นถอนสายตาจากจอคอมพิวเตอร์กรอกลูกตาไปมาเหมือนกำลังตัดสินใจทำเรื่องสำคัญ

“เมจะจัดการเรื่องนี้เอง” เมทินีพูดต่อ “เมไม่ยอมให้ใครมาบังคับข่มขู่ด้วยวิธีสกปรกแบบนี้หรอก”

“คุณเมจะทำอะไรหรือครับ?”

“เมจะส่งอีเมลไปเตือนเจ้าของบล็อกช้างยิ้ม บอกว่าเขากำลังตกเป็นเหยื่อของความเจ้าคิดเจ้าแค้นของยายป่านฮิปโป ถ้าเอาเรื่องชายขี้โรคไปลงอีกครั้งเดียว เมเอาเรื่องแน่ ถ้าอยากจะเอาบล็อกสุดฮิตมาแลกกับยายตุ้ยนุ้ยป่านก็ลองดู”

ปราณระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ท่าทางหนักอก
 
“อย่าไปยุ่งกับเขาเลยครับคุณเม เดี๋ยวจะทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเขาเอาอีเมล์ของคุณไปโพสต์ในบล็อก หาว่าเราข่มขู่ เท่ากับเอาเราไปประจานครั้งที่สอง คุณจะพลอยเสียชื่อไปด้วย”

“งั้นเมจะโทร.ไปคุยกับยายป่านเอง บอกว่าเรากำลังจะแต่งงานกัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณมีแฟนแล้ว เขายังจะยอมถูกคลุมถุงชนปัญญาอ่อนอีกหรือเปล่า”

“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ พ่อเขาจะหาว่าผมผิดเงื่อนไข แล้วเล่นงานบริษัทของแม่ผมทันที”

เมทินีทำเสียงขึ้นจมูกอย่างขัดใจ

“สกปรกกันทั้งพ่อทั้งลูก!” วาจาและท่าทางเยาะหยันและดูถูกอย่างเปิดเผย 

เมทินีทำเป็นมองออกไปนอกกระจก แต่ปรายหางตามองผู้ชายสุดเนี้ยบ เห็นเขาทำปากขมุบขมิบและหยิบโทรศัพท์มือถือหันมาทางเธอ เมื่อเธอหันขวับไปทางเขา เขารีบลดโทรศัพท์ลง แล้วทำทีเป็นก้มมองหน้าจอคอมพิวเตอร์

เมทินีขยิบตาให้ปราณ
 
“เมไม่สนหรอกนะว่าพวกบล็อกช้างยิ้มเป็นใครมาจากไหน ถ้าเขามายุ่งกับคุณ ถ้าเอารูปเอาเรื่องเมไปลงบล็อกนั้นหละก็ เจอศาลเตี้ยของเมแน่”
 
“ศาลเตี้ย?” ชายหนุ่มทวนคำเสียงดัง เมทินีพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นพร้อมกับหัวเราะน้ำเสียงขึ้นจมูก
 
“อย่าทำหน้าตกใจอย่างนั้นสิคะปราณ” ว่าพลางเอื้อมมือไปวางทาบหลังมือเขา “ทำธุรกิจแบบเมมันก็ต้องเลี้ยงนักเลงไว้บ้าง เราเจอคนไข้เจ้าเล่ห์เยอะค่ะ บางคนพูดไม่รู้เรื่อง ดูแลตัวเองไม่ดี หาว่าเราทำหน้าเขาพัง มาเรียกเงินคืนบ้าง ขู่ว่าจะไปฟ้องหนังสือพิมพ์บ้าง เราก็ต้องเล่นกลับกันบ้าง”
 
“ถึงขนาดนั้นเลยหรือครับ?”
 
“ใช่ค่ะ เมื่อเดือนที่แล้วมีนักศึกษามาให้เราฉีดสารหน้าขาวใส เราบอกแล้วว่าสารตัวนี้มีผลข้างเคียง ฉีดแล้วหน้าจะบวมสักพัก เขาก็ยืนยันว่าจะทำ พอหน้าบวมขึ้นมาใจเสีย เอาไปโวยวายกับสื่อ เมเลยสั่งให้คนเอาไปตัวไปเก็บจนกว่าเรื่องจะเงียบ ตอนนี้ยังไม่ปล่อยตัวออกมาเลย ถ้าพวกบล็อกช้างยิ้มเล่นกับเมก่อน เมจะให้คนของเมไปเอาคืน” เมทินีพูดชัดถ้อยชัดคำ พลางหลิ่วตาให้ปราณ เมื่อเห็นชายที่โต๊ะหลังรีบเก็บคอมพิวเตอร์ใส่กระเป๋า หยิบธนบัตรใบละร้อยวางไว้ที่โต๊ะ แล้วรีบสาวเท้าออกไปจากร้านทั้งๆ ที่กาแฟเพิ่งมาเสิร์ฟ
 
เมื่อนักสืบกล้ามใหญ่ขวัญอ่อนก้าวพ้นร้านไป สองหนุ่มสาวยกมือตบประสานและหัวเราะประสานเสียงอย่างขบขันและสะใจ
 
“ลุงนนท์ของคุณคงเลิกส่งนายนักสืบหน้าหล่อใจเสาะคนนี้มาตามคุณแล้วหละปราณ”
 
ปราณโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
 
“ว่าแต่ว่าเรื่องศาลเตี้ยของคุณน่ะ พูดจริงหรือแค่ขู่?”
 
คุณหมอสาวตวัดสายตาที่เพิ่มความคมเข้มด้วยการเขียนหางตาให้ยกสูงขึ้นและตวัดปลายเหมือนลายกนกมองชายหนุ่มนิ่งอยู่ชั่วครู่ ลิปสติกสีเหล้าองุ่นทำให้รอยยิ้มมุมปากของเธอดูเป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
 
“เขาอาจจะคิดว่าเป็นคำขู่ แต่นี่ไม่ใช่แค่คำขู่”
 
ปราณกล้าสบตาคุณหมอสาวเพียงวูบเดียวเท่านั้น เมื่อหวนนึกถึงคำเตือนของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นพี่ที่บอกว่าผู้หญิงคนนี้ “สวยประหาร” เขาก็รีบเบนสายหน้าหนีเพื่อซ่อนความรู้สึกหวาดผวา
 
ท่าทางของเมทินีทำให้ปราณต้องชั่งใจก่อนเริ่มเรื่องที่ตั้งใจมาพูดกับเธอ

มัสลินโทรศัพท์ไปฟ้องมารดาเขาเรื่องเมทินีโทรศัพท์ไปต่อว่าเรื่องที่ทำให้เขาพุ่งหลาวออกนอกหน้าต่างและแสดงตัวว่าเป็นแฟนเขา รวมทั้งพยายามยื่นข้อเสนอเจรจา มารดาเขาบอกว่านนท์โกรธมาก ถึงกับออกปากว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เขาจะยกเลิกข้อตกลงทันทีเพราะไม่อยากให้ลูกสาวเขาได้ชื่อว่าแย่งแฟนคนอื่น
 
“สิ่งที่หมอเมทำลงไป อาจทำให้โรงงานเราล่มได้นะปราณ” มารดาเขาพูดอย่างร้อนใจหลังจากถอนหายใจหลายเฮือก ตอนนั้นปราณก็พลอยถอนหายใจเฮือกๆ ไปกับมารดาด้วย

เขาไม่รู้ว่าเมทินีได้เบอร์โทรศัพท์ของมัสลินไปได้อย่างไร และจนถึงขณะนี้เธอก็ยังไม่ยอมเอ่ยถึงการโทรศัพท์เจ้าปัญหาครั้งนั้น
 
“คุณเคยโทร.ไปคุยกับป่านมาแล้วใช่มั้ยครับเม?” ปราณออกปากถามในที่สุด
 
คุณหมอสาวตวัดสายคมมองเขาอีกครั้ง ไม่มีความรู้สึกผิด มีแต่ท่าทีหงุดหงิดรำคาญใจ
 
“ยายอ้วนนั่นเอาไปฟ้องแม่คุณหรือ?” เป็นการยอมรับไปด้วยในตัว
 
“คุณเม…” ปราณลากเสียงเพื่อให้ฟังดูนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความจริงจัง “เรื่องนี้มันซับซ้อนนะครับ แม่ผมร้อนใจมาก เพราะพ่อป่านกำลังหาเรื่องยกเลิกเงื่อนไขอยู่ แล้วเรื่องนี้ก็เข้าทางพอดี คราวหน้าอย่าทำอย่างนี้ได้มั้ย…ผมขอร้อง”
 
“เมทำเพราะหวังดีกับคุณนะปราณ ไม่อยากให้เอาชีวิตไปเสี่ยงกับยายฮิปโปใจร้ายนั่น นอกจากตุ้ยนุ้ยไร้เสน่ห์แล้วยังขี้ฟ้องอีกด้วย ฮึ…ทำเป็นโยกโย้ปากแข็งว่าไม่อยากแต่ง แต่พฤติกรรมมันน่าสงสัย เมคิดว่ายายนั่นคงจะหาสามีไม่ได้ หวังจะจับปราณจริงๆ เสียแล้วหละ”
 
“คุณเม!” ปราณปรามด้วยสายตา
 
“อ้าว! ถ้าคุณไม่อยากแต่ง เขาไม่อยากแต่ง ทำไมไม่มาคุยกันตามที่เมเสนอล่ะ คอยดูนะเมจะหาหลักฐานมาเปิดโปงให้ได้ว่าสองคนพ่อลูกนั่นคิดจะทำอะไรกันแน่”

ทำท่ามุ่งมั่นของเมทินีทำให้ปราณหนักใจ การที่เมทินีประกาศตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อาจทำให้เรื่องราวพลิกผันได้…ทั้งทางดีและทางร้าย

ปกติเอกภพจะรองพื้นและทาแป้งออกสีชมพูเรื่อ แต่ยามนี้ใบหน้าซีดเผือดจนแม้แต่แป้งสีชมพูก็ยังกลบเกลื่อนไม่อยู่ ดูจากสีหน้าประกอบกับท่าก้มหน้าเดินฉับๆ แทนการเดินอย่างสุขุมสง่างาม ทำให้มัสลินซึ่งนั่งฟังข่าวอยู่ที่ร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟนักรู้ทันทีว่าต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นแน่ๆ

เอกภพเดินนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เพื่อนสาว แล้วหายใจแรงจนมัสลินต้องเอื้อมมือไปทุบกล้ามเนื้ออกแน่นหนั่นของเขาเพื่อเตือนสติให้เขารู้ตัวว่าผู้ชายอกสามศอกและกล้ามเป็นมัดๆ อย่างเขาไม่ควรกลัวจนเสียกิริยาเช่นนี้

“ฉันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกขู่ฆ่าก็ตายนี้เองแหละป่าน” เอกภพเริ่มต้นเรื่องแล้วเล่าบทสนทนาในร้านกาแฟให้มัสลินฟังอย่างไม่ตกหล่น ขณะที่มัสลินเม้มปากแน่นจนริมผีปากเหยียดตรงด้วยความขึงเครียดและโกรธแค้น

“แสดงว่านายปราณกับยายหมอหน้าสวยนั่นรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแกจะไปที่นั่น เลยแกล้งพูดข่มขู่เรา”

“ไม่ใช่แค่ข่มขู่นะ ฉันว่าเขาเอาจริงแน่ป่าน ฉันเคยอ่านข่าวเรื่องนักศึกษาที่ไปรักษาที่คลินิกยายหมอเมจนหน้าพังหายตัวไปอย่างลึกลับ”

มัสลินสะบัดหน้าพลางปล่อยลมหายใจทางจมูกดังพรวดด้วยความขัดใจ แทนที่จะโกรธเมทินี เธอกลับโกรธปราณ เขากล้าหลอกลวงเธอและพ่ออย่างไม่อายแล้วยังใช้วิธีขี้ขลาดไม่กล้าเผชิญหน้า ดึงผู้หญิงที่มีเขี้ยวเล็บแหลมคมอย่างเมทินีมาต่อสู้กับเธออีกด้วย

นี่คือการประกาศศึกอย่างเป็นทางการระหว่างเธอกับปราณ!

“กลัวทำไมกะคำพูดของยายหมอหน้าสวยขี้โม้”

“ถ้าแกเห็นตาวาวๆ ของยายหมอเมหน้าสวยนั่น แกจะรู้ว่านั่นมันตาฆาตกรชัดๆ”

มัสลินยักไหล่

“ก็ลองดูสิ ขืนเอานักเลงมาขู่ ฉันจะโวยให้ลั่นบล็อกแล้วเอาไปลิงก์กับบล็อกอื่นอีกซักร้อยบล็อก เอาให้ดังระเบิดไปเลยว่ายายหมอหน้าสวยหุ่นนางแบบแสนเปอร์เฟคนั่นอยู่เบื้องหลังการแย่งคู่หมั้นคนอ้วนอย่างฉัน อยากเอาหน้าสวยเด้ง คลินิกชื่อดัง มาแลกก็ลองดู” มัสลินพูดเหมือนท้ารบ อาการหายใจแรงจนอกกระเพื่อมแสดงให้เห็นถึงอารมณ์คุกรุ่นภายในได้เป็นอย่างดี

“ว่าแต่ว่า…เราตามไปเอาเรื่องนายปราณตอนนี้เลยมั้ยเอก?” มัสลินว่าพลางลุกขึ้น แต่เอกภพรีบคว้ามือไว้ ดึงให้เธอนั่งลงเหมือนเดิม

“อย่าวู่วามน่าป่าน จำที่อาปิ่นขู่ไว้ไม่ได้หรือ ถ้าโผล่หน้าไปเจอนายปราณตอนนี้แล้วนายปราณเกิดสติแตกวิ่งหนีตกบันเลื่อนชั้นสามตายคาที่ นอกจากบริษัทพ่อแกจะล่ม แกอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาก็ได้นะ”

มัสลินทำเสียงฮึดฮัดขัดใจแต่ยอมนั่งลงแต่โดยดี

“ว่าแต่ว่า…เธอถ่ายรูปยายหมอหน้าสวยนั่นได้รึเปล่าฮึ?”

 “แค่เอาตัวรอดมาได้ก็บุญแล้วป่านเอ๊ย”

หญิงสาวทำหน้าเสียดาย

“แต่ฉันอัดเสียงมาได้นะ” เอกภพยื่นหน้ามาพูดยิ้มๆ พลางยื่นเครื่องเล่นเอ็มพีสามขนาดจิ๋วให้

“ห๊า!” มัสลินจ้องหน้าเพื่อนชายตาเป็นประกาย

 “ฉันแอบกดเอ็มพีสามก่อนเดินเข้าไปในร้านเสียอีก ระบบตัดเสียงรบกวนเสียด้วย…ชัดเจนทุกช่วงทุกตอน” ว่าพลางทำมือเป็นเครื่องหมายโอเคโดยกระดิกสามนิ้วที่เหลือเป็นจังหวะเพลง

 “ขอบใจมากเอก แกทำได้ดีมาก นี่แหละ จะเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับดัดหลังยายหมอหน้าสวยกับนายปราณขี้โรค ฉันจะเอาไปให้พ่อฟัง และถ้ายายหมอนั่นจะทำอะไรฉันหละก็ จะเอาเสียงขึ้นบล็อกประจานเสียให้เข็ด”

เอกภพทำหน้าหวาดเสียว

“เก็บไว้เป็นไพ่ใบท้ายๆ ดีกว่านะป่านนะ” เอกภพคิดว่าเกมนี้เพิ่งเริ่มต้น มัสลินไม่ควรผลีผลามปล่อยไม้เด็ดทั้งหมดที่มีเพื่อพิชิตศึก เพราะหากศึกนี้ยืดเยื้อ คนที่จะเสียเปรียบที่สุดก็คือมัสลินนั่นเอง มัสลินเอื้อมมือไปตบแก้มเพื่อนชายที่เริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้วเบาๆ

“ขอบใจมากเอก ฉันยังไม่เอาเทปนี้ไปลงบล็อกหรอก ฉันมีแผนเด็ดกว่านั้น” สีหน้าและรอยยิ้มมุ่งมั่นจนเอกภพรู้สึกกลัวใจ
เช้านี้มัสลินอารมณ์ดีเป็นพิเศษ คราญเพลงโปรดตั้งแต่ลืมตาตื่นเลยทีเดียว เธอบอกตัวเองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่าวันนี้แหละเธอจะใช้เทปบันทึกเสียงในร้านกาแฟฉีกหน้ากากของนายปราณและปิ่นมณีให้ยับเยินเลยทีเดียว

คราวที่แล้วเธอบอกพ่อเรื่องปราณมีแฟนอยู่แล้ว  แต่พ่อบอกว่าแค่คำพูดปากเปล่าใครจะเชื่อ ต้องมีหลักฐานยืนยัน คราวนี้เธอไม่ยอมเปิดเทปบันทึกเสียงให้ผู้เป็นพ่อฟังก่อน ยืนยันว่าให้มาฟังร่วมกันต่อหน้าปิ่นมณี ดังนั้นเธอกับผู้เป็นพ่อจึงมานั่งอยู่ในห้องรับแขกที่บ้านของปิ่นมณีตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว

เพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าเข้าไปคุกคามปราณถึงบ้านรอบสอง เธอจึงแจ้งปิ่นมณีล่วงหน้า เมื่อมาถึงจึงไม่เห็นแม้แต่เงาปราณ แต่เธอเชื่อว่าปราณยังอยู่ในบ้าน และอาจแอบมองเธอในระยะไกลจากที่ใดที่หนึ่ง เธอจึงพยายามนั่งตัวตรงแสดงความมั่นใจในตัวเองและมักจะกราดสายตามองไปรอบๆ ห้อง หวังว่าจะเจอสายตาขี้ขลาดและตื่นตระหนกของปราณสักครั้ง

ขณะที่มัสลินเดินนำเครื่องเอ็มพีสามไปเชื่อมต่อกับเครื่องเสียงในห้องอย่างคล่องแคล่วและกระตือรือร้น ปิ่นมณีส่งยิ้มอ่อนหวานให้นนท์จนมัสลินรู้สึกขัดตา ดูเหมือนว่ายามอยู่ต่อหน้าพ่อเธอ ปิ่นมณีจะวางตัวแตกต่างราวกับเป็นคนละคน เธอไม่มีวันลืมคำพูดข่มขู่ของปิ่นมณีหรอก

ปิ่นมณีและนนท์นั่งกอดอกฟังเสียงสนทนาระหว่างปราณและเมทินีอย่างตั้งใจ ขณะที่มัสลินนั่งกอดอกเอนกายพิงพนักโซฟาและยิ้มท่าทางสบายใจ จงใจเหลือบตามองผู้เป็นพ่อตอนที่เมทินีพูดเสียงเข้มว่า “สกปรกทั้งพ่อทั้งลูก” แล้วยิ้มอย่างสะใจเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อหน้าเสีย จนกระทั่งเสียงสนทนาจบลง เธอจึงเหลือบตามองผู้อาวุโสทั้งสอง เห็นปิ่นมณีสบตาบิดาเธอแล้วถอนหายใจยาว

“ตัดเรื่องความเหี้ยมโหดของคุณหมอหน้าสวยคนนี้ไปก่อนนะคะ กลับมาเรื่องของเรา คราวนี้มีหลักฐานชัดเจนหรือยังคะ?” หญิงสาวหันไปถามผู้อาวุโสทั้งสองอย่างผู้ชนะ

ปิ่นมณีมองหญิงสาวด้วยสายตาคมกริบราวกับกำลังเพ่งพินิจดูเพชรราคาแพงที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“หนูแน่ใจนะว่านั่นเป็นเสียงปราณกับหมอเมทินีจริง?” ปิ่นมณีตั้งคำถามที่ทำให้หญิงสาวลืมตัวอ้าปากค้าง

“อาปิ่นจำเสียงลูกชายตัวเองไม่ได้หรือคะ?” เธอย้อนถามอย่างผิดหวังแกมต่อว่าต่อขาน

“ใครจะไปรู้ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจะตาย สามารถเลียนแบบเสียงใครก็ได้ ป่านก็เป็นถึงโปรแกรมเมอร์”

“อาปิ่น!”

“อาไม่เชื่อหรอกนะนี่เป็นเสียงของปราณจริง ๆ” ปิ่นมณีสรุป

ไม่นึกว่าจะต้องมาเผชิญกับปัญหานี้ จึงไม่ทันเตรียมหาทางหนีทีไล่มาก่อน มัสลินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

“อาปิ่นหาว่าป่านทำเทปนี้ขึ้นมามาเองหรือคะ” ย้อนถามเสียงเข้มอย่างลืมตัว ลืมความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ไปชั่วขณะ
 
ปิ่นมณียังยิ้มอย่างผู้ใหญ่ใจดีอารมณ์เย็น เธอหันไปส่งยิ้มให้นนท์

“หลักฐานชิ้นนี้จะชัดเจนและน่าเชื่อถือถ้ามีทั้งภาพและเสียงประกอบกัน”

หญิงสาวจ้องผู้สูงอาวุโสกว่าตาไม่กะพริบ

คราวที่แล้วปิ่นมณีปฏิเสธว่าเรื่องของปราณกับเมทินีไม่มีเค้าความจริงเพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน ครั้งนี้เอกภพอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปเก็บเสียงมาได้ แต่ปิ่นมณียังโยกโย้ ต้องการให้เธอไปหาหลักฐานเพิ่มเติมแบบที่มีทั้งภาพและเสียง

มัสลินเม้มปากแน่น รู้สึกเหมือนถูกผู้ใหญ่ใจร้ายรังแก แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องให้ความเคารพนับถือ

“ถ้าอาปิ่นไม่เชื่อก็เรียกนายปราณมายืนยันสิคะว่าใช่เสียงเขากับยายหมอเมรึเปล่า” หญิงสาวท้าเสียงสั่น และกระชากมือกลับเมื่อผู้เป็นพ่อเอื้อมจับมือและส่งสายตาปรามเรียกสติ

“หนูก็รู้ไม่ใช่หรือจ๊ะว่าตอนนี้ปราณไม่กล้ามาเจอหนูหรอก เอาเทปไว้ที่นี่ แล้วอาจะถามเขาเอง”

หญิงสาวเม้มปาก กำมือแน่น ก้าวฉับๆ ไปที่เครื่องเสียง แล้วดึงเทปกลับมาใส่กระเป๋า จากนั้นก็เดินมาคว้าแขนผู้เป็นพ่อ

“กลับกันเถอะพ่อ อาปิ่นกับนายปราณกำลังหลอกเรา”

“ใจเย็นๆ สิจ๊ะป่าน อย่าเพิ่งโกรธอาสิ” ปิ่นมณีพูดเสียงนุ่มนวล “หนูต้องเข้าใจอาด้วยนะ อาเคยถามปราณแล้ว เขาบอกว่าเขารู้จักหมอเมจริง แต่เป็นแค่เพื่อน ถ้าเจ้าตัวเขายืนยันแบบนั้น เราจะไปกล่าวหาเขาก็ต้องมีหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด”

หญิงสาวเม้มปากแน่น จ้องหน้าปิ่นมณีด้วยแววตาเอาเรื่อง
 
“ถ้าป่านหาหลักฐานมายืนยันได้ทั้งภาพทั้งเสียงว่าเขาเป็นแฟนกันจริงๆ อาปิ่นจะยกเลือกเงื่อนไขการแต่งงานครั้งนี้ใช่มั้ยคะ?”
 
ปิ่นมณียิ้มรับ เป็นยิ้มใจดีที่รบกวนจิตใจมัสลินเป็นที่สุด
 
ผู้หญิงคนนี้กำลังปรุงแต่งความอ่อนหวานหลอกลวงผู้อื่น และคนที่ติดกับเป็นคนแรกก็คือบิดาของเธอ ผู้ซึ่งแม้จะถูกบังคับอย่างไร้ศักดิ์ศรี แต่ก็ยังตีหน้าชื่นบาน หารู้ไม่ว่ากำลังถูกมนุษย์เผ่ากินคนอย่างปิ่นมณีจับใส่หม้อยักษ์ใส่น้ำเต็มเปี่ยมหลอกว่าเป็นอ่างน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เย็นฉ่ำ ที่ไหนได้ใต้ฐานหม้อกำลังสุมไฟกองโต ตอนนี้พ่อเธอยังยิ้มออกเพราะน้ำเพิ่งอุ่นน่าสบาย อีกสักพักเถอะจะร้องโหยหวน กว่าจะรู้ตัวว่าถูกต้มก็กระโดดหนีไม่ทันเสียแล้ว
 
“อาว่าเรื่องแบบนี้ปล่อยให้ผู้ใหญ่เขาจัดการกันเองเถอะนะป่าน หน้าที่ของหนูก็คือลดความอ้วนให้ได้ตามที่คุยกันไว้”
 
“อาปิ่น!”
 
ปิ่นมณียังยิ้มเต็มใบหน้า ไม่สะทกสะท้านกับสายตาโกรธกริ้วของเด็กรุ่นลูก ตรงกันข้ามเธอกลับชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พูดเสียงเบาพอได้ยินในระยะใกล้แต่เข้มข้นว่า
 
“ถ้าป่านไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของอา คงต้องให้คุณพ่อมองหาโรงงานใหม่สำหรับออร์เดอร์ชุดต่อไปเสียแล้วหละ”
 
หญิงสาวกัดฟันแน่น เธอมองเห็นใบหน้าเหี้ยมเกรียมราวนางยักษ์ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอ่อนหวานใจดี หันไปมองผู้เป็นพ่อ รู้ทันทีว่าพ่อต้องยอมจำนนปิ่นมณีอย่างไม่มีเงื่อนไข และคงไม่กระโดดเข้ามาช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของหลักฐานชิ้นนี้เป็นแน่
 
ความรู้สึกของนักมวยที่ถูกน็อกคาเวทีคงไม่แตกต่างกับความรู้สึกของเธอในขณะนี้สักเท่าไร
 
“ป่านขอตัวไปห้องน้ำก่อนค่ะ” หญิงสาวผุดลุกขึ้นแล้วผลุนผันก้าวออกจากห้อง ก่อนที่น้ำตาแห่งความโกรธจะทะลักออกมาประจานตัวเอง หรือไม่ก็โวยลั่นเหมือนคนป่าออกมาเสียก่อน
เมื่อก้าวพ้นประตูห้อง หญิงสาวชะงักเท้ากึก
 
ปราณยืนอยู่ที่นั่น เขายืนนิ่งขึง จ้องหน้าเธอราวกับเห็นผี
 
ขณะที่ต่างฝ่ายต่างนิ่งงัน มัสลินได้สติก่อน

เธอรู้แล้วว่าจะเอาคืนปิ่นมณีอย่างไร

ปิ่นมณีบอกว่าปราณไม่อยู่บ้าน แต่เขากลับแอบยืนฟังการสนทนาที่เธอเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำอยู่ที่นี่เอง เขาคงเผลอหัวเราะเยาะเธอเพลินไปหน่อย จึงหนีไม่ทันล

…ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเหม็งเสียนี่กระไร
  
“แน่จริงทำไมไม่เข้าไปในห้องล่ะ” พูดพลางสาวเท้าเข้าไปหาเขาด้วยการยืนเผชิญหน้าในตำแหน่งที่ปราณไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ เพราะด้านขวามือของปราณมีแจกันกระเบื้องเคลือบใบใหญ่สีชมพูวางอยู่บนฐานไม้แกะสลักตั้งขวางอยู่
 
ปราณสบตาหญิงสาวที่สูงระดับเดียวกัน เมื่อเผชิญหน้ากันระยะใกล้ชิดทำให้เขาตระหนักว่าเธอตัวใหญ่พอที่จะปิดร่างเขามิดเลยทีเดียว การผลุนผลันออกมาจากห้องและและมายืนเผชิญหน้ากันระยะประชิดตัวเช่นนี้ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก รู้สึกมือไม้เย็นเฉียบและเริ่มหายใจติดขัด เหงื่อเริ่มซึมตามง่ามนิ้วมือและซอกหลืบทั่วร่างกายจนรู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะ เขาออกปากเรียกมารดาแต่ไม่มีเสียงหลุดลอดออกมาจากปาก

อาการมิต่างอะไรกับการถูกผีอำ!
 
มัสลินจ้องหน้าเขา ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดเป็นเม็ดตามหน้าผาก และการเบิกตากว้างอย่างตกใจสุดขีดของปราณทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังช็อค
 
หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ
 
“ฉันแจ้งล่วงหน้าแล้วนะว่าฉันจะมาที่นี่ เพราะฉะนั้นแม่นายจะมาอ้างว่าเป็นความผิดของฉันไม่ได้…กลัวฉันนักใช่มั้ย?” พูดพลางแสยะยิ้มอย่างที่คิดว่าเขย่าขวัญมากที่สุด พร้อมกับเอื้อมมือไปลูบใบหน้าที่ซีดเผือดและเย็นเฉียบของเขา
 
“ฉันบอกนายแล้วใช่มั้ยว่าเจอกันครั้งต่อไป ฉันจะลูบไล้นายอย่างนี้ ๆ…”
 
ทันทีที่มืออวบนุ่มสัมผัสถูกใบหน้า ลมจากเบื้องล่างเริ่มตีขึ้นมาจุกอยู่ที่บริเวณลำคอ เขาไม่มีแรงแม้แต่จะเบือนหน้าหนี เหมือนเท้าถูกตรึงด้วยกาวชั้นดี
 
มัสลินลูบไล้ต่ำลงมาที่บริเวณลำคอ ตวัดมืออวบนุ่มแข็งแรงรวบต้นคอเขาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวเหมือนจะบีบคอให้ตายคามือ
 
“ถ้ากลัวฉันนักก็บอกให้แม่นายล้มเลิกการแต่งงานของเราเสีย ไม่งั้นนายได้อยู่กับคนอ้วนโรคจิตอย่างฉันไปตลอดชีวิตแน่ๆ”

หญิงสาวค่อยๆ เลื่อนต่ำลงไปที่หน้าอกที่เคลื่อนไหวถี่ๆ เพราะลมหายใจเร็วแรงไม่สม่ำเสมอ เธอชะโงกหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม คราวนี้ทำท่าจะโอบกอด
ปราณพยายามสะกัดกั้นลมที่ตีขึ้นเบื้องบนจนเกิดเสียงตะกุกตะกักอยู่ในลำคอ เขาเรียกความกล้าหาญครั้งสุดท้ายจนสามารถบังคับขาให้เบี่ยงตัวหนีไปทางด้านขวามือ

“เพล๊ง!” แจกันกระเบื้องใบใหญ่ตกพื้นแตกกระจาย จังหวะเดียวกับที่ปราณเสียหลักหงายหลังศีรษะกระแทกกับผนังห้องดังตึง
 
“ปราณ!” ปิ่นมณีและนนท์รีบวิ่งมาที่หน้าห้อง

มัสลินรีบถอยหลังออกห่างจากชายหนุ่ม ผู้อาวุโสทั้งสองจึงทันเห็นใบหน้าซีดเผือดและดวงตาเบิกถลนของปราณอย่างชัดเจน ปราณยืนพิงพนักห้อง ท่าทางเหมือนจะทรุดลงกับพื้นเต็มที
 
ปิ่นมณีมองเศษกระเบื้องที่แตกกระจายเต็มพื้นแล้วยกมือทาบอก ยืดอกสูดหายใจเข้าแรงๆ เพื่อเรียกสติ จากนั้นก็ผวาเข้าไปโอบกอดลูกชายไว้แน่น แต่ปราณสะบัดตัวหนีวิ่งพรวดพราดออกไปไม่เหลียวหลัง

มัสลินหันไปส่งยิ้มสะใจให้ผู้เป็นพ่อ แต่กลับได้รับแววตาเกรี้ยวกราดคาดโทษตอบแทน
 
“ปราณ!” ปิ่นมณีร้องเสียงหลงเมื่อเห็นรอยเลือดหยดเป็นทาง
 
ปราณเหยียบเศษกระเบื้องเข้าแล้ว!
 
ปิ่นมณีหันมามองมัสลิน ดวงตาฉายแววเอาเรื่อง เธอโกรธจนมือสั่น ถามเสียงแหลมอย่างลืมตัวว่า
 
“ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้?”
 
“ปิ่น” นนท์รีบเข้าไปยืนขวางระหว่างปิ่นมณีกับลูกสาว เขาใช้ตัวบัง มัสลินจึงไม่รู้ว่าผู้เป็นพ่อส่งสายตาหรือทำอย่างไรให้ปิ่นมณีค่อยๆ สะกดความโกรธด้วยการสูดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ เมื่อผู้เป็นพ่อจับแขนดึงปิ่นมณีออกมาให้พ้นจากเศษกระเบื้องที่กระจายเต็มพื้น  มัสลินเชิดหน้าขึ้นสบตาผู้อาวุโสกว่าอย่างกล้าหาญ
 
“ป่านไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะอาปิ่น แค่จะเดินออกไปห้องน้ำ ก็เห็นเขายืนอยู่ตรงนี้แล้ว…ยืนแอบฟังเราคุยกัน” เธอเน้นคำพูดประโยคสุดท้ายเป็นพิเศษ “ก่อนมาป่านก็โทร.มาบอกล่วงหน้าแล้ว ถ้าเขากลัวป่าน ก็ไม่ควรมาเพ่นพ่านแถวนี้สิคะ” ขณะพูดมัสลินพยายามกลั้นยิ้มสะใจอย่างเต็มที่
 
ปิ่นมณีมองหน้าผู้อ่อนอาวุโสกว่าตาเขม็ง เธอโกรธจัดที่เห็นลูกชายตกอยู่ในสภาพไร้ทางสู้ แจกันใบสวยราคาแพงแตกเกลื่อนกลาด มิหนำซ้ำปราณยังถูกเศษแจกันบาดจนเลือดไหลเป็นทาง แต่มัสลินก็พูดถูกที่ปราณไม่ควรออกมาจากห้องของตัวเอง เธอหันไปมองนนท์ราวกับจะบอกให้เขาช่วยจัดการกับลูกสาวตัวแสบของเขาให้ที
 
นนท์สบตาส่งสายตาเห็นใจและขอโทษ
 
“ปิ่นไปดูปราณเถอะ ผมว่าผมพาป่านกลับก่อนดีกว่า มีอะไรค่อยคุยกันทางโทรศัพท์ละกัน” นนท์ตัดสินใจยุติเรื่องราวด้วยการพาลูกสาวออกจากที่เกิดเหตุ
 
มัสลินยกมือไหว้อำลาปิ่นมณีที่ยังเม้มปากจนปากสั่น แล้วเดินตามผู้เป็นพ่อออกไป รอยเลือดทำให้เธอรู้สึกใจเสีย แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เมื่อบอกตัวเองว่าเป็นความผิดของปราณ เขาได้รับกรรมที่ก่อไว้แล้วและสมควรแก่เหตุ เธอก็สามารถเรียกความเข้มแข็งกลับมาได้อีกครั้ง

แม้ดูจากด้านหลังการเดินก้มหน้าจะทำให้ดูเหมือนหงอยและรู้สึกผิด แต่มองจากด้านหน้า ใบหน้าของหญิงสาวยิ้มแฉ่งปกปิดความปิติไว้ไม่มิดจนผู้เป็นพ่อต้องส่งสายตาปราม
 
น่ายินดีที่ปราณกระโดดมาให้เชือดอย่างไม่คาดหมาย อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องแบกความอับอายเรื่องเสียงบันทึกของปราณและเมทินีกลับบ้านหละน่า
 
“พ่อคงต้องหาแจกันใบใหม่มาให้อาปิ่นเขา ใบนั้นน่ะเขาได้มาจากญี่ปุ่น ราคาเป็นแสน” นนท์พูดเมื่อก้าวพ้นบริเวณบ้าน
 
หญิงสาวหันขวับไปมองอย่างไม่เห็นด้วย
 
“นายปราณเป็นคนชนแจกันแตกนะคะไม่ใช่ป่าน เรื่องอะไรเราต้องไปรับผิดชอบเรื่องที่ไม่ได้ทำ”
 
“ป่าน…” นนท์ขานชื่อลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เขาพยายามกดให้ราบเรียบที่สุดทั้งๆ ที่กำลังโกรธจัดจนอยากตะเบ็งเสียงใส่หน้าเธอ “อาปิ่นเขาเอ็นดูป่านนะถึงอยากได้เราเป็นสะใภ้ ถ้าเขาเหลืออดกับความก้าวร้าวของลูกขึ้นมาเมื่อไร พ่อแย่แน่ๆ”
 
“เขาเอ็นดูป่านหรือเอ็นดูบริษัทของพ่อกันแน่” หญิงสาวโต้ตอบทันควัน “ถ้าเอ็นดูป่านจริง พ่อก็แต่งงานกับเขาสิ จะได้รวมบริษัท ส่วนป่านก็จะได้มาเป็นลูกเขาไง”
 
“ป่าน!”
 
มัสลินลอบสังเกตผู้เป็นพ่อจากด้านข้าง อาการใบหน้าและลำคอเริ่มกลายเป็นสีแดง ทำให้เธอยอมเงียบเสียงลง เพราะคิดว่าพ่อกำลังโกรธ ปกติถ้าโกรธจัดพ่อจะโวยลั่นระบายอารมณ์ แต่ครั้งนี้กลับนิ่งเงียบไปเสียเฉยๆ จนทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าบางทีพ่อเธออาจไม่ได้โกรธแต่เขินอาย เธอชะโงกหน้าไปดูหน้าบิดาแบบตรงๆ
 
“พ่อชอบอาปิ่นใช่มั้ยล่ะ?” หญิงสาวทำใจกล้าออกปากกระเซ้า และได้ยินเสียงขึ้นจมูกแบบจับความไม่ได้จากผู้เป็นพ่อ
 
“ป่านแอบเห็นพ่อแอบมองอาปิ่นอยู่บ่อยๆ…ถ้าชอบเขาก็ขอเขาแต่งงานสิคะ ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ป่านไม่ต้องลดความอ้วน ส่วนนายปราณก็ไม่ต้องคอยวิ่งหนีป่านจนแข้งขาหักข้าวของแตกหักเสียหายแบบนี้”
 
“หยุดพูดเถอะน่า” นนท์ปรามด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก และใบหน้าเริ่มเป็นสีแดงเข้มขึ้นมาอีก
 
มัสลินเริ่มมั่นใจสมมติฐานของตัวเอง และเริ่มคิดไปไกลว่า การเชียร์ให้พ่อเธอตกร่องปล่องชิ้นกับปิ่นมณีน่าจะง่ายกว่าการทำให้เธอกับปราณแต่งงานกันสักร้อยเท่ากระมัง

ปราณอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเขาอาจจะเป็นโรคจิตไปแล้วจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามัสลินโทรศัพท์มาเยาะเย้ยให้เจ็บใจ แต่ก็ยังอุตส่าห์รับโทรศัพท์ และทันทีที่รับโทรศัพท์เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นหูเสียดแทงใจดังนำมาก่อน

“เป็นอย่างไงบ้างจ๊ะนายซุ่มซ่าม ได้ข่าวว่าต้องเย็บถึงสิบเข็มเชียวรึ?”

ปราณกัดฟันกรอด ตอนนี้แผลเริ่มปวดระบม ต้องนอนยกเท้าสูง เดินไปไหนไม่ได้ แต่ดูเหมือนความเจ็บใจมีมากกว่าเจ็บตัว

“พรุ่งนี้ฉันจะไปหาซื้อแจกันกระเบื้องไปปลอบใจอาปิ่น ตอนที่เอาแจกันไปส่ง ฉันจะแวะไปดูใจนายด้วยนะ บอกล่วงหน้า จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ

เมื่อเธอไม่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เขายังพอมีสติอยู่บ้าง เขารู้ว่าผู้เป็นแม่จะไม่ยอมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำสอง แม้จะต้องเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัยหน้าห้อง แม่เขาก็จะทำ

“เฮ้อ…ความจริงไม่ใช่ความเป็นของฉันถึงขนาดต้องมาเสียเงินซื้อแจกันราคาเป็นแสนให้แม่นานเลยนะ นายเองนั่นแหละที่ซุ่มซ่ามทำแจกันแตก แต่ไม่เป็นไร…ถือว่าคุ้ม” ว่าแล้วก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงบีบคั้นความรู้สึก

ปราณเริ่มจินตนาการ เธอคงโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์ ด้วยการนอนตะแคงตัวตั้งศอกใช้มือเท้าศีรษะพุงที่อุดมด้วยไขมันไหลย้อยไปตามแรงดึงดูดของโลก เหมือนภาพการ์ตูนหญิงอ้วนที่เขาเห็นในห้องน้ำบ้านเธอ ใบหน้าคงยิ้มไม่หุบจนแก้มย้อยทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวเหมือนนางมารฮิปโปที่มีอาวุธร้ายคู่กายคือน้ำหนักตัวเกือบร้อยกิโลกรัม

“รู้มั้ยว่าฉันโทรมาทำไม?” คำถามของมัสลินปลุกให้ปราณตื่นจากจินตนาการอันน่าขนลุก ซึ่งเชื่อมโยงให้เขาหวนนึกถึงความรู้สึกยามที่ถูกเธอลูบไล้สัมผัส ซึ่งน่าขนพองสยองเกล้าไม่แก้กัน

ห้วงเวลาหนึ่งเขาพยายามนึกถึงเด็กหญิงพราวเด็กอ้วนผู้น่าสงสาร หวังว่าจะทำให้เขาลดความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อเธอได้บ้าง แต่ไม่ได้ผล

“ฉันจะโทรมาบอกว่า ตอนที่จัะบหน้านายน่ะ ไม่ได้รู้สึกพิสวาสอะไรหรอกนะ เฮ้อ…ผู้ชายอะไร ท่าทางขีโรคแล้ว เนื้อตัวยังเย็นชืดเหมือนเนื้อหมูเน่าๆ…นึกแล้วยังขนลุก…ขยักแขยง” เธอทำเสียงประกอบได้เห็นภาพและได้อารมณ์ยิ่งนัก

“นี่ป่าน!” ปราณเริ่มหมดความอดคน “คิดว่าตัวเองน่าจับต้องนักรึไง มืออวบหนาเหมือนขาหน้าฮิบโป”

“นายปราณ!”

“ผู้หญิงอะไร นอกจากไม่เร้าใจแล้วยังน่าขยักแขยง”

“อ๋อ…ใครจะไปน่ารักน่าใคร่เหมือนยายหมอเมหน้านวลของนายล่ะ”

“รู้ก็ดีแล้ว นางแบบกับช้างน้ำน่ะมันเทียบกันไม่ติดหรอก”

“นายปราณ!” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแหลมปรี๊ดเลยทีเดียว

ปราณรู้สึกสะใจยิ่งนักที่เอาคืนมัสลินได้ เขาอุตส่าห์ใช้ความเป็นสุภาพบุรุษนิ่งเงียบฟังเธอเหยียดหยามและเยาะเย้ายมานาน แต่เมื่อเธอไม่ยอมเลิกรา เขาก็ต้องใช้ไม้นี้แหละ

นักจิตวิทยาของเขาบอกว่า สิ่งที่ทำร้ายจิตใจคนอ้วนมากที่สุดก็คือการตดอกย้ำความน่าเกลียดน่ากลัวของคนอ้วนนั่นะเอง พิต้าบอกในเชิงห้ามปราม แต่เขากลับน้ำมาใช้ และพบว่าได้ผลเกินคาด

“ยังไม่เข็ดใช่มั้ย คราวหน้าฉันจะให้ปากแตกพูดพล่อยๆ แบบนี้ไม่ได้อีกเลย แล้วอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน” ข่มขู่แล้วตัดสายฉับไป

ปราณระบายลมหายใจด้วยความโล่งอกผสมหนักใจ แม้วันนี้เขาจะทำให้มัสลินเลิกตอแยได้ แต่เขารู้ดีว่า คนอย่างมัสลินมีศักยภาพพอที่จะทำให้ตามคำขู่ได้จริงๆ

คราวที่แล้วเธอบอกว่าจะลูบไล้สัมผัสเขา เธอก็ทำได้จริงๆ นี่นา

เห็นทีต้องรีบไปหานักจิตวิทยา หาวิธีบำบัดขนานใหม่อย่างเร่งด่วนที่สุดเสียแล้ว…หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งที่สามเขาต้องตายแน่ๆ
 

“เราต้องเอาคืนบ้างแล้วนะปราณ” เมทินีเป็นเดือดเป็นแค้นกว่าปราณเสียอีก

อาการเท้าแพลงยังไม่ทันหายดี เขากลับต้องเดินกระโผลกกระเผลกเพราะเหยียบเศษแจกันกระเบื้อง
 
“คู่นี้รักรุนแรงจริงๆ เจอกันเมื่อไหร่เป็นอ้วกแตกแก้วแตกทุกที” แทนที่จะเดือดร้อนหรือเจ็บแค้นแทนเพื่อน กิตติกลับกระเซ้าอย่างสนุกปาก ตอนรู้เรื่องมัสลินบุกไปที่บ้านจนทำให้ปราณกระเจิงซ้ำสองนั้น กิตติได้แต่ส่ายหน้าพลางทำหน้าดูหมิ่น

“แกนี่มันไก่อ่อนจริงๆ ว่ะปราณ ถ้าเป็นฉันนะ จะกระโดดกอดให้ยายป่านกระเจิงไปเลย”
 
“ไม่ใช่เรื่องตลกนะคุณกิต” คุณหมอสาวหันไปดุ “เขาทำกับเพื่อนคุณถึงขนาดนี้ คุณไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ?”
 
กิตติแกล้งทำหน้าจ๋อย เขาเหลือบตามองเพื่อนชาย แอบส่งสายตาเห็นใจให้ เขาเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าทำไมปราณต้องขอร้องแกมบังคับให้เขามาร่วมวงกินข้าวกับเมทินี …เพราะต้องการเกราะกำบังนั่นเอง
 
ความสวยเฉี่ยวและมั่นใจในตัวเองของเมทินีเป็นดุจดาบสองคมที่ทำให้ปราณกล้าๆ กลัวๆ จะเลิกก็เสียดาย จะคบแบบจริงจังก็หวาดหวั่นว่าจะมีผู้บัญชาการชีวิตเพิ่มขึ้นอีกคน แต่ดูเหมือนตอนนี้ปราณจะถอนตัวยากเสียแล้ว เพราะเมทินีเริ่มรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในปัญหาที่ปราณกำลังเผชิญอยู่ เธออ้างว่าเธอมีส่วนรับผิดชอบกับการบาดเจ็บของปราณครั้งนี้ เพราะสาเหตุมาจากเทปบันทึกเสียงของเธอกับปราณนั่นเอง

ดูเหมือนสติปัญญาระดับแพทย์หญิงของเธอจะทำให้เรื่องซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เธอตั้งสมมติฐานว่านี่เป็นแผนการของนนท์ที่จ้างนักสืบเพื่อหาหลักฐานมายืนยันและข่มขู่ว่าปิ่นมณีเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ลูกสาวตัวอ้วนเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจตัวเองกลับหักหลังผู้เป็นพ่อด้วยการเอาหลักฐานมาเปิดเผยเสียก่อน พอลูกสาววู่วามจนเสียแผนเช่นนี้ ผู้เป็นพ่อจึงไม่กล้าออกท่าทางมากนัก แต่เธอคิดว่านนท์ต้องมีแผนสำรองอื่นๆ อีกแน่
 
ตอนฟังเมทินีเล่าสมมติฐานเป็นฉากๆ กิตติกับปราณนั่งฟังอ้าปากค้างเหมือนฟังนิยายซับซ้อนซ่อนเงื่อนเรื่องเด็ด
 
“ไปโทษเขาอย่างเดียวก็ไม่ถูกนะครับ ต้องโทษความอยากรู้อยากเห็นของไอ้ปราณด้วย เขาอุตส่าห์บอกล่วงหน้าแล้วว่าจะไปบ้าน ยังไปแอบฟังเขาอีก แล้วที่สำคัญดันเซ่อซ่าไปยืนอยู่ข้างแจกันใบโปรดของแม่มันซะด้วย”
 
ปราณถอนหายใจเฮือก ตอนนี้ความอับอายมีมากกว่าความเจ็บปวดบาดแผลที่ส้นเท้า เขาไม่คิดว่ามัสลินจะผลุนผลันออกมาจากห้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนั้น คิดว่าพอคนในห้องคุยกันเสร็จ เขาก็จะรีบวิ่งกลับขึ้นห้องนอนชั้นบน และไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะหวาดกลัวเธอถึงขนาดขยับเขยื่อนไม่ได้ แม้แต่จะเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือจากมารดาก็ไม่ได้ สุดท้ายเลยถูกประจานและได้บาดแผลที่เท้ามาเป็นของแถม ไม่นับเรื่องมารดาบ่นอู้เรื่องแจกันกระเบื้องเคลือบเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ
 
“เมว่าคุณแม่คุณใจเย็นจนผิดสังเกตนะปราณ” เมทินีตั้งข้อสังเกต “เห็นกับตาสองครั้งสองคราว่า ยายป่านคุกคามคุณถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่ไม่ยอมทำอะไรเลย”
 

“เขาไม่อยากมีปัญหากับลุงนนท์” ปราณแก้แทน เขารู้ดีว่าผู้เป็นแม่ตกใจและร้อนใจมากกว่าใครที่ลูกชายคนเดียวถูกกระทำเช่นนี้ ตอนซับเลือดและทำแผลก่อนไปคลินิก มารดาเขาถึงกับน้ำตาซึม จนเขาต้องปลอบใจว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก แต่ถึงกระนั้นแม่เขาก็ไม่ปริปากต่อว่านนท์หรือมัสลินเลยสักคำ ซึ่งยิ่งทำให้เขาตระหนักว่าปัญหาเรื่องธุรกิจของแม่ต้องใหญ่หลวงจริงๆ

เขายิ่งโกรธนนท์มากขึ้นที่ทำให้มารดาเขาต้องเก็บกดความทุกข์ใจใหญ่หลวงเช่นนี้
 
“ผมว่าตอนนี้เราอย่าเพิ่งทำอะไรเลยครับ ขืนรุกมาก จะมีแรงสะท้อนกลับแรง ๆ อย่างที่เห็น” กิตติว่าพลางเหลือบตามองเท้าปราณ ปราณต้องใส่รองเท้าแบบโปร่งแทนรองเท้าหุ้มส้น และต้องเดินโหย่งเหมือนนกกระจอกเทศไปอีกนับสัปดาห์

“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยสองพ่อลูกนั่นจะได้ใจนะ ฟังที่ปราณเล่า เขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาประกาศลั่นว่าจะหาหลักฐานทั้งภาพทั้งเสียงมายืนยันว่าเรามีอะไรกัน”

“ทางที่ดีผมว่าช่วงนี้คุณเมกับปราณแยกกันสักพักก่อนดีกว่า” กิตติให้ความเห็นพลางหันมองรอบตัวด้วยความระแวงว่าสายสืบของมัสลินอาจจะวนเวียนอยู่ในบริเวณรอบๆ ร้านกาแฟ

กิตติชะโงกตัวไปใกล้เมทินี
 
“แล้วอย่าลืมตัวโชว์ภาพวาบหวิวกลางที่สาธารณะนะครับ เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณจะอยู่ที่ไหน เขาจะตามไปดู!” กิตติท่องสโลแกนรายการโทรทัศน์เก่ากึ๊กออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเขย่าขวัญ
 
“ไอ้บ้า!” ปราณด่าเพื่อน ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานกิตติยังมีอารมณ์เล่นสนุก

เมทินีค้อนขวับ หันไปทางปราณพูดเสียงขุ่นว่า
 
“เมไม่ยอมให้ยายฮิปโปป่านมามีอิทธิพลกับความสัมพันธ์ของเราหรอกนะ คนอย่างเมไม่ใช่พวกวิ่งหนีปัญหา เมจะทำให้ยายช้างยิ้มนั่นตกมันวิ่งกระเจิงเข้าป่าดิบไปเลยคอยดูสิ”
 
“คุณเมจะทำอย่างไงครับ?” กิตติยื่นหน้ามาถามอย่างสนใจ

“เมจะให้คนคอยติดตามสองพ่อลูกนั่นบ้าง จะได้รู้ทันว่าเขาจะทำอะไร”

“คุณเม…” ปราณปรามอย่างเกรงใจ “อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ ผมไม่อยากให้แม่เดือดร้อน”

เมทินีตวัดสายตาคมมามองปราณ แล้วยืดตัวตรง เป็นการบอกด้วยภาษากายว่าเธอตัดสินใจแน่นอนแล้ว พลางสำทับด้วยคำพูดหนักแน่นว่า

“ปราณกับแม่ปราณไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ค่ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น เมจะรับผิดชอบเอง”

“อย่าลืมนะครับว่าเขามีมีเสียงเราอยู่ เขาจะเอาไปลงบล็อกช้างยิ้มเมื่อไรก็ได้”

เมทินียิ้มเหี้ยมเกรียมซึ่งให้บุคลิกสวยเฉี่ยวของเธอเปลี่ยนเป็นดุดันไปฉับพลัน

“ถ้าเขาทำอย่างงั้น เมจะทำให้เขารู้ว่าเขากำลังเล่นอยู่กับใคร”

กิตติเหลือบตามองเพื่อนชายทั้งลุ้นทั้งรำคาญใจ อยากให้ปราณจัดการเรื่องราวให้เด็ดขาด จะห้ามก็ห้ามให้จริงจัง จะสนับสนุนก็ทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แบ่งรับแบ่งสู้เช่นนี้

เมื่อเห็นปราณเอาแต่ลอบถอนหายใจ แต่ปิดปากเงียบ เขานึกเป็นห่วงว่า นอกจากจะถูกมัสลินต้อนจนมุมแล้ว ปราณยังต้องมาคอยหนักใจกับการรุกหนักแบบมั่นใจในตัวเองสุดขั้วของเมทินีอีกด้วย

“เป็นเพราะแกอยู่กับแม่มากเกินไป เป็นเพราะตาแกตายเร็วเกินไป แกเลยขาดแม่แบบลูกผู้ชาย ขี้เกร็งใจ จะทำอะไรก็นุ่มนิ่มไปหมด” กิตติเคยวิจารณ์เพื่อนชายแบบไม่ไว้หน้า

แทนที่จะบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อยๆ เฉพาะที่เท้า ปราณอาจได้บาดแผลทั้งตัวเพราะผลจากการตีโต้กันไปมาเหมือนลูกปิงปองของฝ่ายหนึ่งคือคุณหมอสาวสวยเฉี่ยวหุ่นนางแบบผู้ไม่เคยกลัวใคร กับอีกฝ่ายหนึ่งคือโปรแกรมเมอร์สาวร่างยักษ์เลือดร้อน

…คู่นี้สูสีจนน่ากลัว

3 Responses so far »

  1. 1

    มด said,

    เมน่ากลัวมากๆ ท่าทางจะโหดตัวจริง ปราณจะรอดมั้ยเนี่ย สงสัยจะหนีเสือปะจระเข้

  2. 2

    ไฟเย็น said,

    โคตรน่ากลัวเลยนะคะ ยัยหมอเมเนี้ย

  3. 3

    eoung said,

    ไม่ชอบยัยหมอเมเลยยยยยย


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: