คู่วุ่นชุลมุนรัก 4

เรือสปีดโบทแล่นด้วยความเร็วสูงฝ่าคลื่นจนเกิดละอองน้ำสีเงินกระเซ็นเป็นฝอยมาปะทะหน้า ดอกเตอร์รุจน์นั่งคอแข็งดวงตาจับจ้องไปที่เกาะสีเขียวสดสลับกับภูเขาสูงใหญ่สีเทาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทุกที นาน ๆ จะเหลือบตามองหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าภรรยาที่นั่งเอนกายพิงพนักที่นั่งด้วยความขุ่นใจ เธอนอนหลับตั้งแต่ห้านาทีแรกที่ขึ้นเรือและหลับลึกเอียงคอมาถูกไหล่เขาเป็นระยะๆ

ดุจญาดากลับมาเป็นเด็กพั้งก์แต่งหน้าเข้มเขียนขอบตาล่างสีดำและสวมห่วงจมูกต่างหูและกำไลขนาดใหญ่โตเข้าชุดกัน ซึ่งสร้างความรำคาญตารำคาญใจให้เขาไม่น้อย

เมื่อเจ้าตัวก้มหน้านอนหลับโยกตัวไปมาตามแรงคลื่นทำให้เขารู้สึกหวาดเสียวว่าห่วงจมูกขนาดใหญ่ประดับด้วยเทอร์คอยท์และลูกปัดสีแดงที่ทิ้งน้ำหนักตามแรงดึงดูดของโลกจะไปคล้องกับกระดุมเสื้อเป็นโลหะทรงหมุดแหลมเหมือนปิรามิดเม็ดใดเม็ดรั้งปีกจมูกฉีกได้

เธอบอกว่าเธอเจาะลิ้นด้วย แต่ไม่กล้าใส่ห่วงที่ลิ้น เพราะผู้เป็นพ่อขู่เอาไว้ว่าถ้าเห็นจะดึงให้ลิ้นขาด

แม้จะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานับสิบปี เห็นเด็กพั้งก์หลากสไตล์มานับไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยเข้าใจคนเหล่านี้เลย เขารู้แต่ว่าคำว่าพั้งก์เป็นคำแสลงใช้เรียกคนไร้สาระ และตอนนี้เขารู้สึกเห็นด้วยความหมายนี้เป็นอย่างยิ่ง…เธอคงทำตัวเหลวไหลจนผู้เป็นพ่อรู้สึกสุดทนต้องรีบผลักไสไปให้พ้นตา…แล้วทำไมเขาต้องมารับกรรม?

หัวหน้าบอดี้การ์ดหน้าดุนั่งอยู่ท้ายเรือ เพ่งมองมายังเขาและดุจญาดาไม่วางตา เขาหันไปมองตาขุ่นแสดงความขัดใจเป็นระยะ

นอกจากถูกบังคับให้แต่งงานกับเด็กพั้งก์ใจแตก เขายังต้องมาฮันนิมูนที่เกาะรังนก ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดอีกด้วย

เขารู้ว่าชนะมีปืน ส่วนคนขับเรือผิวคล้ำร่างใหญ่กล้ามเป็นมัดก็พร้อมจะเข้าช่วยเหลือหากเกิดเหตุร้าย

ทำราวกับเขาเป็นนักโทษฉกรรจ์ !

เขาเหลือบตามองหญิงสาวที่นอนหลับนกไม่ไหวติงข้างๆ อีกครั้ง แล้วเพ่งมองไปข้างหน้าเพื่อตัดความหงุดหงิดใจ จนกระทั่งเริ่มปรากฎเกาะกลางขึ้นเบื้องหน้า ความคิดใหม่ก็เข้ามาแทนที่

ไม่น่าเชื่อเลยว่าจู่ๆ เขาก็มีโอกาสเข้ามาสู่เกาะรังนก ดินแดนแห่งอำนาจ เงินตรา ความลี้ลับ และอาชญากรรมที่คนนอกน้อยคนนักจะได้สัมผัส มีนักวิจัยไม่น้อยที่เฝ้าฝันจะทำวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศ สถานภาพ ปริมาณ รวมถึงแกะรอยกิจการเก็บรังนกแอ่น แต่ก็ต้องพ่ายกับอิทธิพลเจ้าพ่อรังนกที่เต็มไปด้วยการผูกขาดสัมปทาน โยงยึดไปถึงการครอบงำอำนาจรัฐ และอำนาจทางการเมือง

ในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ เขาเพิ่งได้ยินเรื่องราวของกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดียวกันที่พยายามทำงานวิจัยชิ้นไงเพื่อไขปริศนาเกี่ยวกับนกแอ่นกินรังที่ถูกเก็บงำอยู่เฉพาะกลุ่มมานับร้อยปี ถึงขนาดตั้งทีมวิจัยและเงินทุนสนับสนุนได้แล้ว ทางมหาวิทยาลัยติดต่อขอความร่วมมือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งในแถบอันดามันในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการเก็บภาษีนักแอ่น แต่กลับล้มเหลวและทำให้โครงการวิจัยล่มไปในที่สุด ทั้งนี้เพราะเจ้าของสัมปทานรังนกไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล อันจะนำไปสู่ความลับที่ปกปิดมาหลายชั่วคนว่าด้วยแหล่งเก็บและปริมาณที่เก็บได้ ซึ่งจะทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นและอาจถูกแย่งชิงสัมปทานจากคู่แข่งที่จ้องตาเป็นมัน

เมื่อดึงความคิดคำนึงกลับมาสู่เรื่องของตัวเอง ดอกเตอร์หนุ่มก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่…เขาถูกดึงเข้าสู่เงื้อมมืออำนาจของเจ้าพ่อรังนกอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และยังมองหาทางไม่ออกว่าจะเล็ดรอดออกไปจากเกาะรังนกที่มีชื่อเรียกขานกันเป็นการภายในว่า “เกาะสวรรค์” ได้อย่างไร

เรือสปีดโบ้ทแล่นมาจอดที่ท่าเรือที่มีสะพานไม้ยาวยื่นเข้ามาในทะเล เงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เห็นยามชายฝั่งของบริษัทรังนกผู้ซึ่งมักมีข่าวคราวสะเทือนขวัญให้ได้ยินอยู่เสมอว่าเป็นผู้พิฆาตโจรรังนกและชาวประมงที่หลงมาหลบลมพายุในรัศมีร้อยเมตร อาจเป็นเพราะหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างชนะวิทยุบอกล่วงหน้าว่ามาถึงแล้วนั่นเอง

เสี่ยธนาคงไม่รู้ว่าเขาเป็นนักต่อต้านการค้ารังนก ส่วนชนะเสือยิ้มยากก็คงคิดว่าเขาเป็นเพียงดอกเตอร์หน้าใสที่วุ่นวายอยู่กับเรื่องข้อมูลทางธรณีใต้น้ำ ไม่รู้ความเป็นมาหฤโหดของเกาะรังนก จึงคิดจะ “โรยหน้า” ด้วยการสร้างภาพเกาะสวรรค์ให้เป็นวิมานของคู่วิวาห์ใหม่

ดอกเตอร์รุจน์ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ เหลือบตามองภรรยาทางนิตินัยที่ยังไม่ขยับเขยื่อน เขารู้ว่าเธอตื่นแล้ว

“ดอกเตอร์ขึ้นไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมพาน้องดาขึ้นไปเอง” ชนะบอก

“ก็ดี” ดอกเตอร์หนุ่มพูดอย่างไม่ไยดี เขาหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองแล้วยื่นมือให้คนขับเรือดึงตัวขึ้นไปยืนบนสะพาน เดินดุ่มๆ ไปแบบไม่เหลียวหลังกลับมามอง

ชนะเหลือบตามองหญิงสาวที่นอนนิ่งเงียบตลอดระยะเวลาเกือบสามชั่วโมงอย่างเห็นใจ
ดุจญาดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตภายใต้ขอบตาสีดำคล้ำแดงและชุ่มชื้นเหมือนน้ำตาใกล้จะร่วงผล็อยเต็มที

เธอได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกๆ ด้วยความโกรธผสมหงุดหงิดของดอกเตอร์หนุ่มสามีทางนิตินัยหมาดๆ มาตลอดทาง เสียงถอนหายใจของเขาเป็นดุจมีดที่กรีดลงมาบนหัวใจที่อ้างว้างไร้ที่พึ่งของเธอ และเป็นดุจการตอกย้ำว่าเธอคือตัวปัญหาตลอดกาล
จู่ๆ ความรู้สึกน้อยใจและสมเพชตัวเองก็ทะลักจากอกขึ้นมาสู่เบื้องบนจนเธอนึกอยากสะอื้นแข่งกับเสียงคลื่นครืนๆ เพื่อปลดปล่อยก้อนแห่งความเจ็บปวดที่สั่งสมมานานหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ นับตั้งแต่ผู้เป็นพ่อดัดหลังด้วยการบังคับให้แต่งงาน

“พี่นะอย่าทิ้งน้องดาอีกคนนะ” พูดเสียงสั่น น้ำตาเริ่มซึม “พ่อกับพี่ดลไม่เอาน้องดาแล้ว”

“อย่าคิดอย่างงั้นสิน้องดา พี่ยังอยู่นะ” ชนะเอื้อมมือไปโอบไหล่หญิงสาวพลางโยกไปมาเหมือนเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ ใบหน้าเรียบเฉยและดุดันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนได้แทบไม่น่าเชื่อ

สัมผัสอันนุ่มนวลและสายตาอ่อนโยนของเขาทำให้หญิงสาวสะท้อนใจจนอยากหลั่งน้ำตา

ดูเอาเถอะ เธอมีทั้งพ่อและพี่ชายแท้ๆ แต่ต้องมาหาที่พึ่งทางใจจากพี่ชายต่างสายเลือดอย่างชนะ ตั้งแต่ลืมตาดูโลก พ่อทอดทิ้งให้เธออยู่กับพี่เลี้ยง ดลดนัยจากไปเรียนต่อต่างประเทศนับสิบปี คนที่คอยดูแลเธออยู่ไม่ห่างก็คือชนะ และดูเหมือนเขาจะเต็มใจปกป้องและดูแลเธอตลอดไป

“พี่นะต้องช่วยน้องดานะ อย่าให้ดอกเตอร์รุจน์ทำอะไรน้องดานะ”

ชนะพยักหน้ารับทั้งอยากเอาใจและให้คำมั่นสัญญาไปด้วยในตัว

หญิงสาวค่อยยิ้มออก แม้จะต้องอยู่บนเกาะรังนกอันห่างไกลและว่างเปล่ากับชายแปลกหน้าที่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นสามีตามกฎหมาย แต่เธอยังมีชนะอยู่ข้างกาย

เขาปกป้องดูแลเธอมาตลอดชีวิต ห่วงเธอยิ่งกว่าห่วงตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร เขาย่อมไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรแน่ๆ

ดอกเตอร์หนุ่มเพ่งมองบ้านไม้ชั้นเดีย
วยกพื้นสูงประมาณหนึ่งเมตรสีฟ้าเหลืองสดใสที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้แนวสวนมะพร้าวติดกับขุนเขาสีเทาที่ตั้งตระหง่านทิ้งส่วนปลายหักมุมแหลมลงสู่ท้องทะเลราวกับเป็นกำแพงธรรมชาติที่แบ่งกั้นเกาะออกเป็นสองส่วน

ไม่น่าเชื่อว่าบนเกาะรังนกจะมีบ้านหลังเล็กๆ ทาสีสดใสเหมือนบ้านตากอากาศตามหมู่เกาะทะเลใต้

น่าจะเป็นบ้านของคนช่างฝัน มากกว่าบ้านของเจ้าพ่อรังนกหน้าโหดอย่างเสี่ยธนา

เขาเดินขึ้นบันไดห้าขั้น ขึ้นมานั่งที่เก้าอี้รับแขกไม้สีขาวแบบน่าเอนหลังนอนดูทะเลที่ตั้งอยู่บริเวณระเบียงกว้าง

บ้านหลังเล็กแสนหวานจุดประกายให้ดอกเตอร์หนุ่มหวนนึกถึง แฟนสาวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับเขา ป่านนี้เธอคงมาถึงภูเก็ตแล้ว แต่เขาไม่สามารถติดต่อเธอได้ เพราะถูกอันธพาลริบโทรศัพท์และคุมเข้มไม่ให้ติดต่อผู้ใดตั้งแต่เมื่อวาน

หากมาเห็นบ้านหลังที่ตั้งอยู่โดดเดียวท่ามกลางที่ราบที่มีเวิ้งผาล้อมรอบราวกับอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา มีมุมให้นั่งมองหาดทรายขาวตัดกับน้ำสีเขียวมรกตและท้องฟ้าสีฟ้าใสไร้สีขาวของหมู่เมฆ เธอคงร้องกรี๊ดกร๊าดลั่นชายหาดอย่างตื่นเต้นเป็นแน่

ทิวทัศน์สวยงามทำให้จิตใจที่ขุ่นมัวเริ่มแจ่มใสขึ้นมาบ้าง แต่ เมื่อเห็นหญิงสาวแต่งหน้าเข้มเดินกอดอกเชิดหน้าราวกับนางพญา โดยมีชนะหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังเดินตามหลังเหมือนอัศวินผู้จงรักภักดี ความขุ่นมัวก็กลับมาอีกครั้ง

ให้ตายสิ! เขาต้องอยู่ร่วมบ้านกับลูกสาวเจ้าพ่อที่เอาแต่ใจตัวเองและแต่งตัวแต่งหน้าราวกับแหล่งสะสมสารพิษอันตรายไว้เต็มอัตราอีกนานแค่ไหน
จู่ๆ เขาก็อยากแก้แค้นเธอขึ้นมา

“เราจะอยู่กันอย่างไง?” ดอกเตอร์หนุ่มออกปากทันทีที่สองหนุ่มสาวก้าวพ้นบันไดขึ้นมา

“ฉันจะนอนในห้อง ส่วนคุณกับพี่นะนอนในห้องโถง” หญิงสาวตอบเหมือนเตรียมคำตอบมาล่วงหน้า
ดอกเตอร์หนุ่มทำเสียงขึ้นจมูก เอียงคอหรี่ตาและยกมุมปากนิดๆ เหมือนรอยยิ้มของคนที่มีแผนการร้ายในใจ

“ทำไมเราไม่นอนห้องเดียวกันล่ะ ให้ชนะไปนอนที่อื่น…ผัวเมียเขาจะจู๋จี๋กัน” ตอนท้ายตวัดสายตามองชนะที่ทำตาวาวใส่ทันควัน
หญิงสาวเบิกตาโต ตกใจที่ดอกเตอร์หนุ่มท่าทางเคร่งขรึมกล้าใช้คำพูดและแววตาคุกคามอย่างเปิดเผย

“นายสั่งให้ผมดูแลน้องดาอย่างใกล้ชิด” ชนะพูดเสียงห้วน

ดอกเตอร์หนุ่มหัวเราะหึๆ นึกอยากรู้ว่าหัวหน้าบอดี้การ์ดจะมีตะบะแก่กล้าเพียงไร

“ใกล้ชิดถึงขนาดถ้ำมองผัวเมียเขาทำอะไรกันด้วยรึเปล่าคุณ?”

“ดอกเตอร์!” คำว่า “ผัวเมีย” ประกอบกับน้ำเสียงและท่าทางเยาะหยันของเขาทำให้ดุจญาดาเหลืออด

“ทำไมล่ะครับคุณน้องดา…” ดอกเตอร์หนุ่มยังลากเสียงกวนอารมณ์ พลางลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้เอื้อมมือหมายโอบเอว

หญิงสาวถอยหลัง ส่วนชนะก้าวมาข้างหน้า พร้อมปกป้องอย่างเต็มที่ จึงกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสองชายหนุ่ม คนหนึ่งผิวเข้มร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและมีอาวุธร้ายแรงไม่บ่งบอกประเภทอยู่ที่เอว ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นปืนเพราะทางการอนุญาตให้คนเกาะรังนกพกอาวุธปืนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกคนแม้ร่างสูงสมส่วนแต่การสวมแว่นกรอบทองโปร่งบางและผิวขาวจัดทำให้แลดูเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ฝ่ายที่สรีระบอบบางกว่าไม่ยอมถอย

“คิดว่าผมจะยอมแต่งงานกับคุณฟรีๆ งั้นหรือ?” ดอกเตอร์หนุ่มชะโงกไปจ้องหน้าหญิงสาวและพูดผ่านหน้าชนะราวกับเขาไม่มีตัวตน

“ถ้าอยากได้กำปั้นพี่นะเป็นของตอบแทนก็ลองดู” หญิงสาวตะโกนท้า

ดอกเตอร์รุจน์แค่นหัวเราะ เขายักไหล่แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม

หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ เธอคิดว่าเขายอมจำนนกับคำขู่ และกำแพงแข็งแกร่งอย่างชนะ แต่คำพูดต่อมาของเขาทำให้เธอแทบร้องกรี๊ด

“ไม่ได้กลัวกำปั้นคุณหรอกนะชนะ บอกตรงๆ ว่าเห็นหน้าเด็กพั้งก์ใส่ห่วงจมูกต่างหูห้อยระโยงระยางแล้วหมดอารมณ์”

“ไอ้ดอกเตอร์บ้า!” หญิงสาวผวาเข้าไปหา แต่ชนะคว้ามือไว้ทัน หญิงสาวดิ้นรนจะวิ่งเข้าไปทำร้ายเขาให้ได้

“น้องดา!” ชนะดุ “หยุดได้แล้ว!”

ดุจญาดายังจ้องหน้าดอกเตอร์รุจน์ตาขุ่นขวาง เห็นเขายักไหล่แล้วเบือนหน้าหนีทอดสายตามองออกไปยังชายหาดและท้องทะเล ราวกับจะบอกว่าทะเลยามบ่ายน่าดูกว่าหน้าเธอตั้งเยอะ

หญิงสาวเม้มปากแน่น ให้สัญญากับตัวเองว่าเธอจะป่วนดอกเตอร์กู้โลกผู้ทรงภูมิให้กระเจิงเหมือนเจอฝันร้ายที่สุดในชีวิตเลย คอยดูสิ

ดุจญาดาเอาแต่นั่งถอนหายใจเฮือกๆ
เดินไปมาจากมุมระเบียงด้านหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งเหมือนหนูติดจั่น ชนะจึงอาสาพาไปเยี่ยมปังแลมะหรือผู้ดูแลเกาะที่มีสำนักงานตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเกาะ ดอกเตอร์รุจน์ผู้หาโอกาสดูการเก็บรังนกมานานแล้วจึงตามมาด้วยโดยไม่นำพาต่อสายตากีดกันของหญิงสาว

เมื่อเดินผ่านช่องเขา ซึ่งเป็นเสมือนเส้นแบ่งเกาะ ออกเป็นสองส่วน ดอกเตอร์หนุ่มเริ่มกราดสายตามองรอบลานหินปนดินที่อยู่ด้านหน้าภูเขาหินปูนสูงใหญ่ มีบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ดูมั่นคงโอ่โถงกว่าเรือนไม้มุงสังกะสีที่ปลูกเป็นแนวยาวเรียงรายไปตลอดแนวภูเขา บริเวณทางเข้าถ้ำและช่องหลืบผามีรั้วไม้กั้นติดกุญแจแน่นหนา เสียงผู้คนสนทนากันเป็นภาษาใต้เร็วจนฟังไม่รู้เรื่องดังแทรกมาเป็นระยะๆ

“นี่เป็นทั้งออฟฟิศและบ้านพักของปังแลมะ นั่นเป็นเรือนพักคนงาน” ชนะทำหน้าที่เป็นไกด์หน้าตาย ขณะที่หญิงสาวลูกสาวเจ้าของสัมปทานกลับยืนกอดอกทำหน้าเมินเฉยจนน่าหมั่นไส้

แม้จะอยู่บนเกาะรังนกที่ห่างไกล แต่ดุจญาดาก็ยังบรรจงแต่งหน้าเข้มด้วยโทนสีม่วงเข้ม ทาปากสีม่วงแดง ยีผมยุ่งเหมือนรังนกแล้วฉีดสเปรย์สีแดงแข็งปั๋ง เปลี่ยนห่วงที่จมูกเป็นแบบใหม่ที่น่ารำคาญกว่าเดิมตรงที่มีกระดิ่งทองแดงขนาดจิ๋วส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งทุกครั้งที่เคลื่อนไหวใบหน้า

ดอกเตอร์หนุ่มอดนึกประชดประชันไม่ได้ว่าเธอน่าจะชื่อดุจนางมารมากกว่าดุจญาดา

อนันต์ ปังแลมะผู้ดูแลเกาะวัยกลางคนเป็นคนร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำใบหน้าคมผมหยิกหนาไว้หนวดเข้มเกือบเต็มช่องว่างระหว่างใต้จมูกกับริมฝีปากรีบเข้ามาต้อนรับลูกสาวเจ้านายอย่างกระตือรือร้นและนอบน้อม รีบรวบเอกสารและข้าวของบนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน คว้าผ้ามาเช็ดที่นั่ง และเชื้อเชิญดุจญาดาให้นั่งราวกับเป็นแขกพิเศษ

ลูกสาวเจ้าพ่อ!

“คุณน้องดาทานอะไรดีครับ เอาน้ำอัดลมเย็นๆ มั้ยครับ?”

“ก็ดีค่ะ อากาศร้อนจัง เมื่อไหร่ลุงอนันต์จะติดแอร์เสียทีล่ะ” ว่าพลางหยิบพัดใบลานสานมาพัดถี่ๆ

อนันต์หัวเราะน้ำเสียงมีแววเอ็นดู แต่ดอกเตอร์รุจน์เหลือบตามองอย่างหมั่นไส้
อยู่เกาะที่ห่างไกล ต้องใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟ ลมทะเลพัดตึงๆ แต่ยังเรียกร้องให้ติดเครื่องปรับอากาศ

“ช่วงนี้เขากำลังเก็บรังนกกันพอดี ดอกเตอร์อยากเข้าไปดูมั้ยครับ” ชนะพยายามแยกดอกเตอร์รุจน์ออกจากดุจญาดา เพราะความหงุดหงิดของทั้งสองฝ่ายอาจเป็นดุจชนวนที่พร้อมจะจุดระเบิดได้ทุกเวลา เขาเองก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับดอกเตอร์หนุ่มท่าทางกวนประสาทคนนี้นัก แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเสี่ยธนาทำให้จำต้องข่มใจ

ดอกเตอร์รุจน์รีบพยักหน้ารับ เพราะอยากดูการเก็บรังนกมานานแล้ว ประกอบกับอยากไปให้พ้นเสียงกระดิ่งห่วงจมูกยามต้องสายลมทะเลแรงๆ จนทำให้นึกถึงห่วงคอแมวเหมียว

“ปกติเราไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาในถ้ำ เราถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องเป็นคนเก็บรังนกเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ และก่อนเข้าไปเก็บรังนกทุกรอบจะต้องทำพิธีบูชาเจ้าที่และนกแอ่นก่อน”

“ไม่ใช่เพราะกลัวคนจะรู้ว่าข้างในมีรังนกมากขนาดไหน หรือกลัวคนขโมยหรือ?”

ชนะหันมามองหน้า เห็นแววตาท้าทาย เขาหันหน้ากลับเพื่อข่มใจไม่ให้ลงไม้ลงมือกับลูกเขยใหม่เอี่ยมของผู้เป็นนายผู้จงใจส่งเสียงหัวเราะหึๆ ให้เขาได้ยิน

เขาพาดอกเตอร์รุจน์เข้ามาในถ้ำที่มืดมิดและเงียบสนิท ต่างฝ่ายต่างมีไฟฉายคนละอัน เมื่อมองผ่านความมืดเห็นดวงไฟวาวๆ อยู่ตามผนังถ้ำ เห็นเป็นเงาวูบไหวราวกับเงาภูติผีปีศาจ แท้จริงคือการเคลื่อนไหวของคนเก็บรังนกที่ไต่ราวไม้ไผ่ที่เรียกว่าพะองไปตามผนังถ้ำอันสูงชัน และใช้ไม้ปลายติดเหล็กแหลมกระทุ้งให้รังนกแอ่นตกลงมา
ไม่น่าเชื่อว่าโชคชะตาจะเล่นตลกถึงเพียงนี้ จู่ๆ ดอกเตอร์นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ต่อต้านการกินสัตว์หายากอย่างหูฉลามและรังนกต้องกลายมาเป็นลูกเขยเจ้าพ่อรังนก เสี่ยธนาเองคงเอาแต่วุ่นวายกับธุรกิจสีเทาจนไม่มีเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมือง จึงไม่รู้ว่าได้เลือกนักต่อต้านการค้ารังนกตัวยงมาเป็นลูกเขย

รังนกเป็นอาหารบำรุงกำลังของชาวจีนที่ได้รับความนิยมนับพันปี แต่ละปีนกแอ่นจะใช้น้ำลายสร้างรังเพื่อวางไข่ แต่กลับถูกมนุษย์หัวใสกลับแอบเก็บ ทำให้มันต้องสร้างรังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่ำปีละสามหน ความยากลำบากในการให้ได้มาซึ่งรังนกทำให้รังนกเป็นอาหารราคาแพงจนได้ชื่อว่า “ทองคำสีขาว” นั่นเลยทีเดียว

“ปีหนึ่งเราเก็บรังนกสามครั้ง นกแอ่นจะใช้เวลาสร้างรังครั้งละประมาณหนึ่งเดือนครับ ตอนกลางวันออกไปหากินนอกถ้ำ กลางคืนกลับมาสร้างรัง เราเลยเก็บรังนกกันตอนกลางวัน พวกคนเก็บรังนกต้องคอยสังเกตดูว่า ถ้ามันสร้างรังเสร็จต้องรีบเก็บทันที ถ้าเก็บช้ามันวางไข่ แล้วเราไปเก็บรัง ถ้าไข่แตกมันจะหนีไปที่อื่นไม่สร้างรังอีกเลย แต่ถ้าเก็บเร็วรังนกอ่อนเกินไปจะไม่ได้ราคา พอเราเก็บรังนกไปแล้วแม่นกก็จะสร้างรังใหม่ทันที”

“บ้านนี้เมืองนี้มีคนผูกขาดสัมปทานรังนกอยู่ไม่เกินสิบราย กุมธุรกิจหมื่นล้าน แต่เสียภาษีให้รัฐปีละไม่กี่ร้อยล้านบาท การแทงรังนกทำให้ลูกนกแอ่นตกมาตายไม่ต่ำกว่าสิบเปอร์เซนต์ของรังนกที่ได้ คิดแล้วปีละหลายล้านตัว มีชาวประมงถูกลูกหลง และโจรรังนกถูกยิงตายทุกปี” ดอกเตอร์หนุ่มเพิ่มข้อมูลให้ ละเอียดและกระทบใจจนชนะหันมามอง แม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่แววตานั้นวาววามยามสะท้อนกับแสงไฟฉาย

ดอกเตอร์รุจน์ส่องไฟฉายดูคนเก็บรังนกที่อยู่ใกล้ที่สุดที่ความมืดทำให้ดูเหมือนเหาะลอยตัวอยู่บนอากาศอย่างน่าหวาดเสียว กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวซึ่งเขาคิดว่าเป็นกลิ่นคาวเลือดจากลูกนกที่ตกเกลื่อนพื้นทำให้เริ่มผะอืดผะอม

“รังนกดิบราคาแพงมากมั้ย?”

“รังนกเกรดเอเลยกิโลละเจ็ดแปดหมื่นครับ ปีหนึ่งๆ นายใหญ่เสียค่าสัมปทานให้รัฐ หลายๆ ที่รวมกันเป็นร้อยล้าน”

“แล้วนายใหญ่ได้เงินเข้ากระเป๋าปีละกี่ร้อยล้าน? คนเก็บรังนกล่ะได้ปีละกี่บาท?”

ชนะมองหน้าดอกเตอร์หนุ่มผ่านแสงจากไฟฉายอีกครั้ง รู้สึกได้ถึงการประชดประชันและเยาะหยันแบบจ้องหาเรื่อง ดอกเตอร์รุจน์จ้องตาตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

“คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือคุณนะ ไม่คิดหรือว่านายใหญ่คุณกำลังเอาเปรียบทั้งนกทั้งคนงาน”

“ปู่ผมเป็นคนเก็บรังนก พ่อผมก็เป็นคนเก็บรังนก มันเป็นวิถีชีวิตของพวกเรา”

“มันเป็นวิถีของการกดขี่ข่มเหงที่ไม่มีวันสิ้นสุดต่างหากล่ะ”

สองหนุ่มประสานสายตากัน แววตาที่นิ่งสงบของชนะทำให้ดอกเตอร์รุจน์หงุดหงิด

ชนะคงพอใจที่ได้เป็นคนใกล้ชิดของเสี่ยธนา ได้แต่งตัวดี ขับรถหรู อยู่บ้านหลังใหญ่ ได้ใกล้ชิดลูกสาวเจ้านายจนลืมคิดถึงความทุกข์ยากของญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมอาชีพของบรรพบุรุษไปสิ้น

ดอกเตอร์หนุ่มหันหลงเดินในลักษณะจ้ำอ้าวออกมาจากถ้ำ ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้าไปไม่กี่นาที
เขานึกเวทนาทั้งคนเก็บรังนกและคนกินรังนก ขณะเดียวกันก็นึกโกรธเจ้าของสัมปทานรังนกที่หากินบนความทุกข์ยากของนกแอ่นและคนเก็บรังนกอีกที

เมื่อกลับมาที่เรือนผู้จัดการ พบดุจญาดานั่งหันหน้าเข้าหาพัดลมที่เปิดความแรงระดับสูงสุด แต่ถึงกระนั้นผมฉีดสเปรย์หลากสีของเธอก็ยังไม่เคลื่อนไหว ดอกเตอร์รุจน์โกรธจัดจนแปลกใจตัวเอง

นกแอ่นนับล้านตัวต้องเหนื่อยยากกับการสร้างรังปีละสามครั้งปีแล้วปีเล่า คนเก็บรังนกต้องเสี่ยงชีวิตอยู่บนพะองไม้ไผ่สูงลิ่วท่ามกลางความมืดมิดในถ้ำที่อับชื้นและเหม็นคลุ้งแลกกับเงินเดือนละไม่กี่พันบาท เพื่อปรนเปรอความสุขให้เจ้าของสัมปทานและลูกๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสิ้นคิดอยู่บนกองเงินกองทอง

“เป็นไงครับดอกเตอร์?” ปังแลมะอนันต์ร้องถาม

“มนุษย์เราน่าจะเลิกเบียดเบียนสัตว์และเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยการเลิกกินรังนกเสียที”

“หมายความว่าอย่างไง?” หญิงสาวหันขวับมาถาม

“คุณไม่เห็นหรือว่ากว่าจะได้รังนกสักรังมันยากแค่ไหน นกแอ่นต้องเปลืองพลังงานสำรอกน้ำลายออกมาเท่าไร คนเก็บรังนกต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหน”

“ถ้าไม่เก็บรังนกจะให้คนพวกนี้ทำมาหากินอะไรล่ะครับดอกเตอร์?” อนันต์ถามกลั้วหัวเราะ บรรพบุรุษของเขาสืบทอดอาชีพเก็บรังนกมาหลายชั่วคน เขาเองก็เคยเป็นคนเก็บรังนกมาก่อน จนเสี่ยธนาเห็นความเฉียบขาดและซื่อสัตย์จึงตั้งให้เป็นผู้ดูแลเกาะที่มีการเก็บรังนกมูลค่านับร้อยล้านบาทต่อปีบนเกาะนี้

“อะไรก็ได้ที่มันเสี่ยงและบาปน้อยกว่านี้”

คราวนี้ผู้ดูแลเกาะระเบิดเสียงหัวเราะราวกับตั้งใจให้สะท้านสะเทือนไปทั้งเกาะ จากนั้นก็มองหน้าดอกเตอร์พลางส่ายหน้า สายตาและท่าทางราวกับกระทำต่อเด็กอมมือที่มองโลกอย่างไร้เดียงสา

ดอกเตอร์หนุ่มโกรธจัดหน้าแดงกล่ำ ยกมือขยับแว่นให้กระชับเหมือนเตรียมพร้อมลุย

“คุณรู้มั้ยว่าปู่ย่าตายายพ่อแม่เราเก็บรังนกมากี่ชั่วคนแล้ว คนพวกนี้ทำอะไรไม่เป็นหรอกนอกจากเก็บรังนกคุณจะให้เขาไปเป็นกรรมกรในเมืองรึไงครับดอกเตอร์?”

“เขาเป็นดอกเตอร์ด้านโลกร้อนค่ะลุงอนันต์ เอะอะอะไรก็เพื่อโลก เพื่อสัตว์ป่า เพื่อมนุษยชาติ …เป็นสูตรสำเร็จ” หญิงสาวลอยหน้าพูดพลางยิ้มกวนโมโห

ดอกเตอร์หนุ่มตวัดสายตามองหน้าหญิงสาวตาเขม็ง ก่อนจะกราดสายตาไปมองหน้าผู้จัดการอนันต์ และชนะ เมื่อคิดได้ว่าคนเหล่านี้แก่ประโยชน์ส่วนตัว เกินกว่าจะรับฟังเหตุผลด้านมนุษยธรรม พูดไปก็เสียน้ำลาย เขาก็เดินดุ่มๆ กลับทางเดิม ด้วยหัวใจเต้นแรงและถี่ราวกับกลองรัว

ให้ตายสิ! ยายเด็กพั้งก์ใจแตกและผู้ดูแลเกาะรังนกโลกทัศน์แคบนั่นคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาดูถูกดอกเตอร์ด้านธรณีฟิสิกส์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยอย่างเขา

ทุกครั้งที่มีเรื่องกลุ้มใจ โกรธ หรือต้องการระบายอารมณ์ ดอกเตอร์รุจน์ต้องหาทางทำกับข้าว คนที่สนิทกับเขาส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยิ่งโกรธมากดอกเตอร์รุจน์ยิ่งทำกับข้าวอร่อย เพราะใส่เครื่องปรุงแบบไม่ยั้ง”

ดอกเตอร์รุจน์กำลังทำกับข้าวโดยนำของสดแทบทุกชนิดจากถังแช่มาวางบนโต๊ะขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นทั้งที่ทำครัวและกินอาหาร เขาคิดจะทำกับข้าวสักสิบอย่างเพื่อชดเชยกับความโกรธที่สะสมมานับตั้งแต่ดุจญาดาบุกเข้ามาในบ้านดอกเตอร์นิดหน่อย พ่อเธอเอานักเลงมาบังคับให้เขาแต่งงานและมาฮันนิมูนที่เกาะรังนก รวมทั้งการไปดูการเก็บรังนกที่ทำให้เขานึกสมเพชในความไร้มนุษยธรรมของมนุษย์ที่เห็นแก่ได้เบียดเบียนแม้กระทั่งสัตว์ที่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครอย่างนกแอ่น

ดุจญาดาเดินหัวเราะเข้ามาในครัวโดยมีชนะเดินตามมาด้วย ทั้งคู่เพิ่งกลับจากเล่นน้ำทะเลที่ชายหาดหน้าบ้าน เธอเดินไปหยุดตรงหน้าดอกเตอร์หนุ่ม เหลือบตามองอาหารที่วางเรียงรายเต็มโต๊ะ ใบหน้ายิ้มกริ่ม ดวงตาฉายประกายราวกับเต้นได้

“จะทำอาหารเลี้ยงคนทั้งเกาะเลยหรือคะดอกเตอร์?”

ดอกเตอร์หนุ่ม สับหมูเสียงดังถี่ๆ จนโต๊ะสะเทือน

“กินอยู่แบบพอเพียงไม่ทำให้โลกร้อนนะดอกเตอร์” หญิงสาวแกล้งกระเซ้าต่อ

ดอกเตอร์หนุ่มหันไปผัดผักรวมมิตรแบบใช้ไฟแรงสุดจนได้ยินเสียงดังฉ่าและควันโขมงเต็มห้องครัวเล็กๆ

หญิงสาวร้องว้ายพลางถอยหลังหนีไปหลายก้าว สำลักควันจนหน้าแดง แต่ยังไม่ยอมรามือง่าย

“เกิดเป็นน้องดานี่โชคดีจัง ได้สามีเป็นถึงดอกเตอร์อันดับหนึ่งแล้วยังทำกับข้าวเก๊งเก่ง มาชิมกันเถอะพี่นะ” หันไปพยักพเยิดเรียกชนะที่ยืนดูความเคลื่อนไหวอยู่ที่ประตูครัว

ชนะเดินเข้ามาตามคำเชิญ หญิงสาวถือช้อนตักชิมอาหารทุกจาน และใช้ช้อนคันเดียวกันป้อนให้ชนะถึงปาก

ดอกเตอร์หนุ่มตวัดสายตามองสองหนุ่มสาวอย่างหมายมั่นปั้นมือ

หลังจากตักผัดผักรวมใส่จาน เขาถือจานเดินเข้าไปหา คว้าช้อนจากมือเธอ

“ลองชิมจานนี้สิที่รัก สามีสุดที่รักคนนี้ทำให้เมียรักอย่างสุดฝีมือเชียวนะ” ว่าพลางยื่นช้อนไปจนชิดริมฝีปาก หญิงสาวถอยหลังไม่ทันต้องอ้าปากรับรับอัตโนมัติ พลางเบิ่งตาจ้องหน้าเขาตาแทบถลนและเกือบสำลักอาหารเมื่อดอกเตอร์หนุ่มวางช้อนแล้วเอื้อมมือมาโอบรอบเอวเธอไว้แน่น

“ปล่อยนะ! จะบ้าหรือไง!”หญิงสาวพยายามผลักไส ชนะสาวเท้าเข้ามา ขณะมือกำหมัดแน่นพร้อมใช้ แต่ก็ต้องชะงักเท้ากับสายตาเอาเรื่องของดอกเตอร์รุจน์

“อย่าให้ผมบอกนายใหญ่คุณนะว่าคุณรบกวนบรรยากาศการฮันนิมูนของผม”

คำว่า “นายใหญ่” ทำให้ชนะชะงักงันไปชั่วขณะ

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” หญิงสาวเริ่มดิ้นอย่างตื่นตระหนก

ดอกเตอร์รุจน์ก้มลงมองหน้าหญิงสาว น้ำทะเลละลายเครื่องสำอางเหลือเพียงรอยดำคล้ำใต้ขอบตาล่างและริมฝีปากเขียวซีด ผมใส่เยลลู่ติดศีรษะ ทำให้ดูเหมือนตัวละครที่มีปัญหาทางจิตในภาพยนตร์บีบคั้นอารมณ์

เขาผลักเธอออกอย่างไม่ไยดีพร้อมกับถอยห่าง หันกลับไปให้ความสนใจกับการทำกับข้าวโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ดุจญาดาเม้มปากซีดเขียวแน่น

เขาแสดงความขยักแขยงเธออย่างไม่ปิดบัง

ใช่สิ ใครจะน่ารักเหมือนแฟนหน้าใสของเขาล่ะ

ก่อนไปว่ายน้ำ เธอแอบเปิดกระเป๋าสตางค์ดอกเตอร์รุจน์ เห็นภาพถ่ายเขากับหญิงสาวหน้าใสผมยาวสวมแว่นตากรอบทองดวงตาฉายประกายเจิดจ้า เขาเคยบอกว่าแฟนเขากำลังมาภูเก็ต ผู้หญิงในรูปคือแฟนเขานั่นเอง

1 Response so far »

  1. 1

    Cheese said,

    The story is hooking readers into a fast-moving plot.Sanook! ka


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: