คูุ่วุ่นชุลมุนรัก 3

ดอกเตอร์ฟ้าใสสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ แล้วกดกริ่งหน้าประตูรั้วอัลลอยด์ใหญ่โตและหรูหรา มองผ่านสนามหญ้าอันกว้างใหญ่เห็นบ้านรูปทรงทันสมัยหลังใหญ่แบบที่สามารถเรียกได้ว่าคฤหาสน์ของมหาเศรษฐี

หลังจากคร่ำเคร่งเรียนหนังสือตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกที่เยอรมันรวมระยะเวลาสิบปี เธอสามารถคว้าปริญญาเอกมาครองด้วยวัยที่เพิ่งย่างเข้าเบญจเพส ทันทีที่เรียนจบเธอจัดแจงเก็บข้าวของ และบินกลับมาเมืองไทย โดยไม่บอกทางบ้าน จากสนามบินสุวรรณภูมิ เธอบินตรงมาที่ภูเก็ต

แผนการท่องเที่ยวบนดินแดนไข่มุกแห่งเอเชียน่าจะลุล่วงไปด้วยดี หากเธอไม่พบข่าวช็อกความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบนเที่ยวบินกรุงเทพ-ภูเก็ตเสียก่อน

“สมรสสมรัก – ดอกเตอร์รุจน์ คำรณยุทธดอกเตอร์กู้โลกร้อนสละโสดกับดุจญาดา เจริญโภคทรัพย์ ลูกสาวเสี่ยรังนกผู้มั่งคั่งเมื่อคืนนี้”

ข่าวนี้ทำให้เธอเผลอปล่อยเสียงร้องออกมา จนผู้โดยสารหญิงเชื้อสายจีนแต่งตัวดีที่นั่งข้างๆ หันมามอง

เมื่อเหลือบตามองหนังสือพิมพ์ในมือของหญิงสาว และเห็นภาพข่าวที่เป็นมูลเหตุแห่งความตกใจ เธอยิ้มมุมปาก

“คนภูเก็ตเขาพูดกันทั้งเมืองว่าดอกเตอร์คนนี้ตกถังข้าวสารใบใหญ่ แต่ฉันว่าเจ้าพ่อรังนกโชคดีกว่าที่ได้ดอกเตอร์ชื่อดังมาเป็นเขย ก็ลูกสาวตัวเองไม่เป็นโล้เป็นพายสักอย่าง”

เมื่อก้าวพ้นความตกใจ ความโกรธก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ ดอกเตอร์สาวเม้มปากแน่น มือที่ถือหนังสือพิมพ์เกร็งจนข้อนิ้วเป็นสีขาว

นี่มันอะไรกัน! ดอกเตอร์รุจน์นัดให้เธอมาพบที่ภูเก็ตเพื่อที่จะไปเที่ยวด้วยกันตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าเกือบปี แต่เขากลับชิ่งไปแต่งงานกับหญิงอื่นในวันที่เธอออกเดินทางออกจากเยอรมนีมาที่นี่พอดี

“ต่อให้เป็นดอกเตอร์คนดังทำงานดีแค่ไหนก็คงไม่มีทางร่ำรวยมหาศาลชั่วข้ามคืนขึ้นมาได้หรอกคุณ สู้เป็นลูกเขยเจ้าพ่อรังนกไม่ได้ ได้ข่าวว่าทรัพย์สินรวมกันอาจถึงหลักหมื่นล้าน เฉพาะรายได้จากสัมปทานรังนกก็ปีละหลายร้อยล้านแล้วคุณ”

ดอกเตอร์ฟ้าใสหันขวับไปมองหญิงวัยกลางคนท่าทางช่างพูด เม้มปากอย่างลืมตัว

“เขาไม่ใช่คนอย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ” พูดเสียงขุ่น แล้วเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างสีหน้าเคร่งเครียด

เธอเลือกที่จะยุติการสนทนาเรื่องสะดุดหูแสลงใจแทนการกล่าวคำขอโทษ และใช้เวลาไปกับการครุ่นคิดหาเหตุผลการกระทำของดอกเตอร์รุจน์ แต่คิดอย่างไรก็ติดไม่ออกว่าคนที่คบกันมานานหลายปีและนัดกันเป็นมั่นเหมาะจะหนีไปแต่งงานได้อย่างไร

ทันทีที่ถึงสนามบินภูเก็ต เธอพยายามโทรศัพท์หาดอกเตอร์รุจน์แต่เขาไม่รับสาย แทนที่จะตรงดิ่งไปยังโรงแรมที่จองไว้ เธอเรียกรถเช่าไปบ้านของเสี่ยธนาเจ้าพ่อรังนก เธอไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นอยู่ที่ไหน แต่พนักงานบริษัทรถเช่าแสดงความรู้จักราวกับเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองภูเก็ต

เธอจะบุกไปเจอเขาถึงถิ่น…แม้จะเป็นถิ่นเสือก็เถอะ

เธอรู้มาว่าดอกเตอร์รุจน์แลกบ้านกันอยู่กับดอกเตอร์นิดหน่อย เพื่อนนักเรียนทุนที่กลับมาเมืองไทยก่อน ระหว่างทางจากสนามบินไปบ้านเสี่ยธนา เธอโทรศัพท์หาดอกเตอร์นิดหน่อย

เมื่อรับโทรศัพท์ ดอกเตอร์นิดหน่อยที่ปกติเป็นคนช่างพูดกลับอ้ำอึ้งอึกอัก ยิ่งรู้ว่าเธอกำลังไปบ้านเสี่ยธนา ยิ่งทำเสียงตกใจและรีบห้ามว่าอย่าไปเลย แต่เมื่อเธอยืนยันเสียงหนักแน่นว่าจะต้องไปให้ได้ ก็แนะนำให้เธอคุยกับดลดนัยลูกชายเสี่ยธนา บอกว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่องกว่าผู้เป็นพ่อ

บ้านเสี่ยธนาตั้งอยู่บนบริเวณไหล่เขาสูงที่มีที่ราบพื้นที่กว้างใหญ่ใหญ่ มองจากริมถนนเห็นคฤหาสน์ใหญ่ตั้งเด่นอยู่บนเนินที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่และสนามหญ้าสีเขียวสดตัดกับสีเหลืองจัดจ้านของดอกเหลืองฝ้ายคำออกดอกแข่งกับสีชมพูหวานของชมพูพันธุ์ทิพย์สวยเหมือนภาพวาด แนวสนามหญ้าสีเขียวสดนำสายตาไปสู่ท้องฟ้าสีฟ้าใสลดระดับสายตาเห็นท้องทะเลสีเขียวมรกตฟองคลื่นสีเงินที่เคลื่อนตัวกระทบกับโขดหินสีดำสนิทไม่ขาดสาย

หากไม่คำนึงถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบ้านของเสี่ยธนาเป็นบ้านที่สวยและน่าอยู่เหมือนบ้านในฝันเลยทีเดียว

หญิงสาวมีเวลาชื่นชมกับธรรมชาติและความสวยงามของบ้านผ่านแนวรั้วไม่นานนัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินฟ้าก็เดินออกมาหา

“มาพบคุณดลดนัยค่ะ”

“นัดไว้หรือเปล่าครับ?”

“ค่ะ เข้าไปได้เลยใช่มั้ย?” หญิงสาววางท่าขึงขังเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ พลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นเพื่อให้ยามคิดเองว่าถึงเวลานัดแล้ว

เธอตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะไม่ยอมกลับโดยไม่ได้พบดอกเตอร์รุจน์

ยามเปิดประตูเล็กให้เดินเข้ามาพร้อมกับช่วยลากกระเป๋าล้อลากใบใหญ่ เธอหอบข้าวของพะรุงพะรังทั้งเสื้อโค้ทตัวยาวหนาที่ใส่กันอุณหภูมิติดลบมาจากเยอรมัน กระเป๋าสะพายใบเขื่อง และเป้ขนาดใหญ่ที่หลังอีกใบ

“อยู่บ้านหลังไหนคะ” ถามเมื่อเหลือบตามองด้านซ้ายมือเห็นบ้านไม้หลังกะทัดรัดทาสีขาวเขียวซ่อนตัวอยู่ในร่มเงาของแนวต้นไม้ร่มครื้ม มีเสียงเพลงจากเครื่องเสียงและเสียงหัวเราะเฮฮาดังมาจากที่นั่น

“คุณดลอยู่บ้านแมกไม้นั่นครับ” ว่าพลางชี้มือไปที่บ้านไม้ “คุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ ผมจะไปตามให้”

แทนที่จะนั่งรอที่ม้านั่งริมทางเดิน ดอกเตอร์สาวกลับเดินตามไปห่างๆ

ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งได้ยินเสียงร้องเพลงคาราโอเกะและเสียงหัวเราะเฮฮาของกลุ่มผู้ชายดังชัดเจนยิ่งขึ้น

“นายครับ มีผู้หญิงมาหาครับ”

“วันนี้ไม่ได้สั่งผู้หญิงมาโว้ย” เสียงห้าวห้วนตอบสวนกลับมาทันควัน ตามด้วยเสียงฮาครืนของพวกผู้ชาย

ดอกเตอร์ฟ้าใสถือโอกาสเดินขึ้นบันไดไม้เตี้ยๆ เข้าไปยืนอยู่ด้านหลังยาม ชะโงกหน้ามองเข้าไปมองในห้องโถงโล่ง ที่กลางห้องมีโซฟารูปครึ่งวงกลมสีแดง โต๊ะกลางเต็มไปด้วยขวดเหล้าแก้วเหล้าและกับแกล้ม มีชายหนุ่มสี่คนนั่งอยู่ สายตาทุกคู่จ้องไปยังจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่มุมห้อง

“ไอ้โด้นว้อนทูสลีบอ้ะโลน…” ชายคนหนึ่งกำลังใส่อารมณ์ร้องเพลงโดยไม่สนใจความเพี้ยนทั้งน้ำเสียงและทำนอง

เมื่อยามหันมาเห็นทำหน้าตกใจรีบโบกมือให้เธอถอยหลังกลับไป แต่ดอกเตอร์สาวกลับถือวิสาสะก้าวฉับเข้าไปในห้อง

“ใครคือคุณดลดนัยคะ?” ร้องถามเสียงดังแข่งกับเสียงคาราโอเกะ

ชายหนุ่มทั้งสี่หันขวับมามองเป็นจุดเดียวกัน

ผู้ที่ที่ยืนอยู่กลางห้องคือหญิงร่างสูงโปร่งผิวขาวจัด ใบหน้ารูปไข่จมูกโด่งรับกับแว่นตากรอบทองบางเฉียบที่เน้นให้ดวงตาเรียวยาวสีดำขลับส่องประกายโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าแขนยาวเข้ารูปสีเหลืองสด กางเกงสีดำเข้ารูปเผยให้เห็นช่วงขาเรียวยาว ผมยาวรวบหลวมปล่อยชายผมรุ่ยเรี่ยต้นคอ แขนซ้ายพาดเสื้อโอเว่อร์โค้ทสีดำ ไหล่ขวาคล้องกระเป๋าสะพาย และแบกเป้ใบใหญ่ไว้ด้านหลัง

เธอเดินไปที่โซฟาเดี่ยวริมห้อง ปลดเปลื้องสัมภาระ แล้วเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบนามบัตรเดินเข้าไปหากลุ่มชายหนุ่มกลางห้องด้วยจังหวะเดินและสีหน้าที่มั่นคง

“ปิดคาราโอเกะก่อนได้มั้ยคะ?” หันไปพูดกับชายหนุ่มผิวขาวร่างกะทัดรัดที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดและดูใจดีที่สุดที่เอื้อมมือไปหยิบรีโมทคอนโทรลปิดทั้งภาพและเสียงราวถูกมนต์สะกด

“ฉันชื่อดอกเตอร์ฟ้าใสค่ะ เป็นเพื่อนดอกเตอร์นิดหน่อยและดอกเตอร์รุจน์” พูดชัดถ้อยชัดคำพลางยื่นนามบัตรให้

ดลดนัยเพ่งมองหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่แต่งตัวเหมือนหลุดมาจากเมืองหนาวด้วยอาการตะลึงงันไปชั่วขณะ

หากเธอไม่หิ้วเสื้อโค้ทและยื่นนามบัตรแนะนำตัว เขาจะไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหญิงสาวหน้าตาเหมือนเด็กที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีคนนี้คือดอกเตอร์ฟ้าใส

ดอกเตอร์นิดหน่อยบอกว่าดอกเตอร์ฟ้าใสอยู่เยอรมนี แต่วันนี้เธอกลับบุกมาถึงภูเก็ต หลังจากดุจญาดาและดอกเตอร์รุจน์แต่งงานเพียงวันเดียว และเพิ่งออกเดินทางไปเกาะรังนกเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี้เอง

“คุณมาผิดบ้านแล้วหละครับ นี่ไม่ใช่บ้านดอกเตอร์นิดหน่อย”

หญิงสาวหันขวับไปยังต้นเสียง สบตากับชายร่างสูงใหญ่เจ้าของดวงตาสีดำสนิทที่มีพลังบางอย่างจนทำให้เธอเผลอหลบตาวูบหนึ่ง ก่อนจะชักสายตากลับมาสังเกตเขาอีกครั้ง ดวงตาสีดำเข้ากับคิ้วหนาเข้มและจมูกโด่งเป็นสันขับให้ใบหน้าเขาดูคมเข้มเมื่อผสมเข้ากับหนวดเคราที่คงไม่ได้โกนมาหลายวันทำให้ดูดุดันน่าเกรงขาม เขาไว้ผมยาวรวบไว้ด้านหลังแบบที่เรียกว่าโพนีเทลหรือผมทรงหางม้า สวมเสื้อกล้ามสีขาวโชว์กล้ามเนื้อช่วงอกและแขนบ่งบอกว่าเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่เสมอ สีผิวที่แตกต่างระหว่างช่วงแขนกับหัวไหล่ขาบ่งบอกว่าเขาเป็นคนผิวขาวที่ถูกแดดเผาจนกลายเป็นผิวสองสี

เขายังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเอนหลังพิงพนักโซฟายกขาไขว่ห้างวางมือบนที่พักแขน ทั้งคำพูดและท่าทางไม่แยแสและไม่ให้เกียรติผู้มาเยือนเอาเสียเลย

หญิงสาวถอนสายตา หันไปสังเกตผู้อื่น พบชายผิวขาวจัดร่างใหญ่พอกันใบหน้าเป็นผื่นสีแดงเข้มเพราะฤทธิแอลกอฮอล์ ถัดไปเป็นชายผิวเข้มหน้าคมตามสไตล์คนใต้นั่งตาปรือหน้าเป็นมัน

ใจหายวาบเมื่อเพิ่งตระหนักว่าได้หลุดเข้ามาในวงล้อมของชายฉกรรจ์ที่กำลังเมามายอยู่ในบ้านเจ้าพ่อรังนก

“ฉันมาตามหาดอกเตอร์รุจน์” หลังจากเรียกสติและขับไล่ความตื่นตระหนกออกไปได้ในที่สุด เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลางกราดสายตามองชายแต่ละคนเพื่อค้นหาว่าใครคือเจ้าของบ้าน และหยุดสายตาไว้ที่ชายผิวขาวร่างเล็กที่ดูนุ่มนวลที่สุด ฟังจากคำบอกเล่าของดอกเตอร์นิดหน่อยเขาน่าจะเป็นดลดนัย ทันเห็นเขาเอาศอกกระทุ้งแขนชายหนุ่มผมหางม้าหน้าตากวนๆ

“เอาไงวะดีวะ?”

“ก็บอกเขาไปสิวะว่ากำลังร้องเพลงอยู่ ห้ามรบกวน” ชายผมหางม้าตอบแบบจงใจให้ได้ยินกันทั้งห้อง

“ออกไปคุยกันข้างนอกก่อนได้มั้ยคะ?” ก้มหน้าลงถามชายหนุ่มร่างเล็ก พยายามไม่สนใจท่าทางหยาบคายของชายผมหางม้าที่นั่งอยู่ข้างๆ

“เรากำลังร้องเพลงอยู่” ชายร่างเล็กตอบไม่เต็มเสียงเหมือนขาดความมั่นใจในตัวเอง

“ฉันเดินทางมาไกลมากนะคะคุณดลดนัย” ว่าพลางจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ ไม่มีแววขอร้อง หรือข่มขู่ แต่เป็นการชี้แจงเหตุผล “จากนอกเมืองเข้ามาเบอร์ลิน จากเบอร์ลินมากรุงเทพ จากกรุงเทพตรงมาภูเก็ต คุณจะสละเวลาซักห้านาทีไม่ได้เชียวหรือคะ?”

“คุณไม่เห็นหรือว่าเรากำลังร้องเพลงอยู่” ชายผมหางม้าพูดเสียงห้วนสีหน้ารำคาญใจ

“ถ้ามาจากเยอรมัน ก็น่าจะรู้มารยาทสากลว่าการบุกมาที่บ้านโดยไม่ได้นัดหมายเป็นเรื่องไม่เหมาะสม”

ดอกเตอร์สาวมองหน้าเขา แม้ใบหน้ายังราบเรียบ แต่ดวงตาฉายแววไม่พอใจ นอกจากไร้มารยาท เขายังทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการทำราวกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

ขณะสบตาคมๆ ที่ท้าทายของเขา หญิงสาวพยายามควบคุมอารมณ์อย่างถึงที่สุด บอกตัวเองว่าเธอมาที่นี่เพื่อคุยเรื่องดอกเตอร์รุจน์ ไม่ใช่ทะเลาะกับขี้เมาอันธพาลจนเสียเรื่อง

“ก็จริงของคุณค่ะ” พยักหน้ารับ แล้วหันหน้าไปทางชายหนุ่มร่างเล็ก “เอาเป็นว่าฉันจะรอจนกว่าคุณต้อนรับเพื่อนคุณเสร็จแล้วเราค่อยคุยกัน” ว่าพลางเดินไปหยิบสัมภาระกลับสู่ที่เดิม

แม้ข้าวของพะรุงพะรังและต้องแบกเป้ใบใหญ่ แต่เธอสามารถยืดตัวเดินตัวตรงออกไปจากห้องอย่างงามสง่า

“เขาคิดว่าไอ้ธีร์เป็นไอ้ดลว่ะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งหันมาป้องปากกระซิบแล้วหัวเราะ อีกคนก็หัวเราะตาม แล้วกลายเป็นเสียงหัวเราะประสานเสียง แม้ยังไม่ลับร่างดอกเตอร์สาว

“เอาไงวะดล?” ธีระ ชายหนุ่มร่างเล็กผิวขาวผู้ถูกมองเป็นดลดนัยชะโงกหน้ามาถามดลดนัยตัวจริงอย่างรู้สึกผิด

“ก็ร้องเพลงต่อสิวะเพื่อน”

“เขามาไกลแล้วรอแกอยู่นะโว้ย”

ดลดนัยยักไหล่

“ให้รอไปเถอะ”

“ใจร้ายกับผู้หญิงน่ารักแบบนี้ได้ลงคอหรือวะดล?”

“เขาเป็นแฟนดอกเตอร์รุจน์”

“ตายห่า!” วงศกรชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงใหญ่สบถ “บินมาจากเยอรมันเพื่อทวงแฟนน้องสาวแกกลับเนี่ยนะ”

ดลดนัยพยักหน้ารับ สีหน้าไม่สบายใจนัก

ธีระเดินไปที่ประตู ยื่นหน้าออกไปมองแล้วรีบหดคอกลับมา

“เขานั่งรออยู่ที่ม้าหินข้างบันได ท่าทางจะเลี่ยงยากเสียแล้วว่ะดล”

“สงสัยเขารู้แล้วว่าดอกเตอร์รุจน์เป็นน้องเขยแก แกจะทำอย่างไงวะดล” สุรพงษ์หนุ่มผิวเข้มหน้าคมบ่งบอกความเป็นคนใต้ถาม

“ถ้าไม่รู้ไม่ตามมาถึงที่นี่หรอก” ชายหนุ่มอีกคนออกความเห็น

“ชวนมาเป็นแฟนแกเสียก็สิ้นเรื่อง เมื่อกี๊เห็นแกตะลึงตาค้างเลยนี่หว่า” วงศกรกระเซ้าพลางเอื้อมมือมาตบไหล่ดลดนัยแล้วระเบิดเสียงหัวเราะ ขณะเพื่อนหนุ่มหัวเราะประสานเสียง แต่เจ้าตัวกลับนิ่วหน้าใช้ความคิดอย่างหนัก

เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าดอกเตอร์ฟ้าใสจะกล้าบุกมาถึงรังเจ้าพ่อรังนก จึงไม่ได้หาทางหนีทีไล่ ที่สำคัญเขาไม่คิดว่าเธอจะมีท่าทางเข้มแข็งจริงจังขัดแย้งกับหน้าตาจนน่าหวั่นใจขนาดนี้

“ร้องเพลงต่อโว้ย” เขาพูดตัดบท แล้วคว้ารีโมทคอนโทรลมาเปิดคาราโอเกะเสียงดังลั่น เขาเลือกเพลงโปรด ตอนแรกเขาเป็นคนร้องนำ และต่อมาเพื่อนๆ ร้องตาม

ผ่านไปเกือบชั่วโมง ดลดนัยชะโงกหน้าไปมองหญิงสาว เธอยังนั่งอยู่ที่เดิม นั่งก้มหน้ามือถือดินสอสายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือตรงหน้า เหมือนตัดการรับรู้จากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอเหลือบตาขึ้น เขาเผลอหลบตาวูบทั้งๆ ที่ไม่ได้มองมาทางเขาเลย

ชายหนุ่มรู้สึกหายใจไม่สะดวก บุคลิกของเธอรบกวนจิตใจและทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นความรู้สึกชนิดใดกันแน่

ดอกเตอร์ฟ้าใสเงยหน้าจากหนังสือตรงหน้า เมื่อหญิงสาวร่างกะทัดรัดผิวสองสีหน้าคมเข้มสไตล์คนใต้เดินมายืนฉีกยิ้มทักทายอยู่ข้างม้านั่งหิน แนะนำตัวว่าชื่อดาหวัน บอกว่าดลดนัยสั่งให้พาเธอไปอาบน้ำพักผ่อนรอเขาเสร็จจากรับรองเพื่อนฝูง

ดอกเตอร์สาวยิ้มออก นึกดีใจที่อย่างน้อยก็ยังเป็นเจ้าของบ้านที่มีน้ำใจอยู่บ้าง ไม่เสียแรงที่ดอกเตอร์นิดหน่อยบอกว่าใจดี

ดาหวันดอกเตอร์ฟ้าใสเดินเข้ามาในบ้านทรงสมัยใหม่ที่ใช้โครงสร้างโลหะผสมไม้ได้อย่างลงตัว ภายในห้องโถงกว้างเพดานสูงจนตั้งแหงนคอมองมีโคมไฟคริสตัลย้อยเป็นระย้าให้แสงสว่างไสวจากด้านบนลงมาสู่เบื้องล่างดูตระการตา ด้านซ้ายมีสวนสวยและน้ำตกขนาดเล็กที่ส่งเสียงก้องเหมือนอยู่ในน้ำตกกลางป่าเขาจริงๆ เดินขึ้นไปตามบันใดโค้งขึ้นสู่ชั้นสอง ก้าวเข้าไปในห้องกว้างที่ตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองขาวดูสะอาดตาและสดใสยิ่งนัก

หญิงสาวหลุดเสียงอุทานอย่างตื่นเต้นออกมาเมื่อมองผ่านหน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานเห็นวิวทะเลด้วยมุมร้อยแปดสิบองศา เห็นเส้นขอบฟ้าและจุดตัดของท้องฟ้ากับท้องทะเลที่เผยให้เห็นความแตกต่างของสีฟ้าต่างเฉดอย่างชัดเจน

“คุณโชคดีนะคะที่คุณพี่ดลเปิดให้อยู่ห้องนี้” ดาหวันออกปาก ดอกเตอร์ฟ้าใสรู้สึกแปลกหูที่ดาหวันนี้เรียกดลดนัยว่า “คุณพี่ดล”

“โชคดีอย่างไงคะ?”

“อ้าว…ก็ห้องนี้คุณพี่ดลเขาทำไว้ให้ว่าที่เจ้าสาวไงคะ น่าเสียดายยังหาเจ้าสาวไม่ได้ เลยยังไม่มีใครเคยใช้” ว่าพลางหัวเราะคิกคักจึงไม่รู้ว่าพูดเล่นหรือพูดจริง

“หน้าตาเขาก็ไม่ขี้เหร่นี่ ทำไมหาแฟนไม่ได้” เปรียบเทียบกับบรรดาชายหนุ่มที่อยู่ในห้อง โดยเฉพาะกับชายผมหางม้าท่าทางหยาบกระด้างคนนั้น ดลดนัยดูดีที่สุด
ดาหวันทำตาประหลับประเหลือก

“ก็เจอคุณน้องดาขวางทุกรายน่ะสิคะ”

“คุณน้องดา…” หญิงสาวเลิกคิ้วถาม “คุณดุจญาดาน่ะหรือ?”

เพิ่งเข้าใจว่าที่ดาหวันเรียกดลดนัยว่า “คุณพี่ดล” เพื่อให้เข้ากันกับ “คุณน้องดา” แม้ฟังดูแปลกหูไปสักหน่อย แต่ก็น่ารักน่าชังไม่น้อย ไม่รู้ว่าตัวจริงของเจ้าของสรรพนามจะน่ารักเหมือนชื่อหรือไม่

“คุณน้องดาที่เพิ่งแต่งงานไปกับดอกเตอร์รุจน์ใช่มั้ย? เอ…คู่นี้เขามาแต่งงานกันได้อย่างไง?” ดอกเตอร์สาวคิดว่าคนช่างพูดอย่างดาหวันน่าจะให้ข้อมูลลับลมคมนัยเกี่ยวกับการแต่งงานของดอกเตอร์รุจน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดาหวันหัวเราะคิกคักนำตามประสาคนอารมณ์ดี

“ก็คุณพี่ดลนั่นแหละค่ะเป็นคนต้นคิด ตอนแรกนายใหญ่จับคู่ให้คุณน้องดาแต่งงานกับลูกชายโกตั๊ก แต่คุณน้องดาไม่ยอม คืนก่อนวันแต่งงาน คุณน้องดาหนีไปเที่ยว ไม่รู้ไปทำท่าไหน ไปนอนอยู่บ้านเดียวกับดอกเตอร์รุจน์ที่บ้านดอกเตอร์นิดหน่อย พอรู้ว่าดอกเตอร์รุจน์เป็นใคร คุณพี่ดลเลยคิดแผนเด็ด เอาลูกน้องไปบังคับให้ดอกเตอร์แต่งงานกับคุณน้องดาภายในเย็นนั้น ไม่งั้น…” ตอนท้ายดาหวันใช้ภาษากายแทนภาษาพูดด้วยการใช้มือทำเป็นปืนจี้ที่ขมับตัวเอง “มีน้องเขยเป็นดอกเตอร์กู้โลกย่อมดีกว่าลูกเจ้าพ่อหางแถวใช่มั้ยคะ?” ว่าพลางหัวเราะลงลูกคออย่างชอบใจ

ดอกเตอร์ฟ้าใสหัวเราะไม่ออก นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เถื่อนๆ เช่นนี้ในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลกอย่างภูเก็ต สิ่งที่ดาหวันเล่าน่าจะเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนที่ยังห่างไกลความเจริญมากกว่า

ฟังจากดาหวัน คนที่ร้ายกาจกว่าน่าจะเป็นดลดนัย ไม่ใช่เสี่ยธนาผู้พ่อ

หญิงสาวหวนนึกถึงชายหนุ่มร่างกะทัดรัดผิวขาวสีหน้าอ่อนโยนแล้วนึกภาพไม่ออกว่าเขาจะทำเรื่องร้ายกาจอย่างนี้ได้อย่างไร และทำไมดอกเตอร์นิดหน่อยจึงบอกว่าเขาพูดง่ายกว่าผู้พ่อ

คนที่ยึดมั่นในหลักการเสรีภาพส่วนบุคคลและความถูกต้องอย่างดอกเตอร์รุจน์คงรู้สึกทุกข์ทรมานมากที่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจของเจ้าพ่อรังนกอันธพาลและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้

เธอได้ข้อสรุปว่า ดอกเตอร์รุจน์ไม่ใช่หนูตกถังข้าวสาร แต่น่าจะเป็นหนูตกถังน้ำปนเปื้อนสารพิษชนิดร้ายแรงเสียมากกว่า

“คุณพี่ดลของพี่ดาหวันคงรักคุณน้องดามากนะ”

“โอ้ย! นอกจากนายใหญ่แล้วใครแตะไม่ได้หรอกค่ะ ประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหิน”

“รักและเป็นห่วงน้องสาวแต่ทำร้ายจิตใจคนอื่นนี่นะ” เผลอพูดเหน็บแนมอย่างสุดทุน

“ว่าไงนะคะ?” ดาหวันหันมาถามเหมือนได้ยินไม่ชัด

“เปล่าๆ ขอเข้าไปอาบน้ำก่อนนะ”

“เคาะประตูห้องน้ำก่อนนะคะ”

“ทำไมหรือ?”

“ห้องนี้เป็นห้องแฝดค่ะ ใช้ห้องน้ำร่วมกับห้องคุณดล เผื่อคุณดลอยู่ในห้องน้ำแล้วลืมล็อกประตูฝั่งคุณจะได้ไม่เป็นตากุ้งยิงไงคะ ก็น่าจะลืมหรอกค่ะ ตั้งแต่สร้างมายังไม่มีใครมาพักเลย” ดาหวันพูดแล้วหัวเราะปิดท้ายอีกครั้งก่อนเดินโยกย้ายเหมือนมีจังหวะเพลงอยู่ในหัวใจออกไป

ดอกเตอร์สาวนิ่วหน้า ไม่เข้าใจว่าทำไมดลดนัยต้องให้เธอมาอาบน้ำในห้องแฝดที่ทำไว้เพื่อเจ้าสาวของเขาในเมื่อเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เขาไม่อยากต้อนรับและพยายามผลักไส

เธอไม่ได้เคาะประตูห้องน้ำเพราะรู้ว่าดลดนัยยังอยู่ที่บ้านแมกไม้ เมื่อผลักประตูเข้าไปแล้วก็ต้องตื่นตะลึงกับห้องน้ำที่โล่งกว้างเจิดจ้าและสะอาดตาด้วยโทนสีขาวเหลือง พื้นปูกระเบื้องสีขาวแบบกันลื่น ผนังห้องสีขาวด้านหนึ่งประดับด้วยกระเบื้องสีขาวเพ้นท์ลายดอกไม้เถาสีเหลืองสดเลื้อยโชว์ลีลาอันอ่อนช้อยไปตามผนังขาวสะอาดตา เคาน์เตอร์หินอ่อนสีขาว สุขภัณฑ์สีขาว มองผ่านประตูกระจกกว้างตลอดแนวและสูงจรดเพดานเผยให้เห็นระเบียงกว้างมีสวนหย่อมเล็กๆ ชิงช้าไม้สนสวยเก๋ และอ่างน้ำวนขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยไม้น้ำโชว์ใบสีเขียวสดให้ความรู้สึกราวกับสระน้ำที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา มองออกไปในที่โล่งกว้างเห็นท้องฟ้าผืนใหญ่โดยไม่มีสิ่งใดบดบังสายตาเมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกนิดและมองต่ำลงก็เห็นสีฟ้าต่างเฉดกว้างใหญ่สุดสายตาของผืนทะเล

ราวกับห้องน้ำในห้องชุดชั้นหนึ่งของโรงแรมริมทะเลระดับห้าดาว

หญิงสาวถือโอกาสนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำวนเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า หลังแช่น้ำ

เกือบครึ่งชั่วโมงก็ห่อตัวด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ที่จัดไว้เหนืออ่างอาบน้ำเดินมานั่งบนเตียงนุ่มที่ขึงตึงน่านอนเหมือนเตียงในโรงแรมชั้นดี

เธอถือโอกาสสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม คิดว่าจะนอนเล่นสักพักเพื่อพักหลังที่ปวดเมื่อยจากการนั่งเครื่องบินมาสิบกว่าชั่วโมง แล้วยังต้องมานั่งเล่นซูโดกุรอเจ้าของบ้านจนหลังแข็งเป็นชั่วโมงอีกด้วย

1 Response so far »


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: